การส่งเสริมสุขภาพ สวยอย่างไร ไม่ให้เสียโฉม

อาหารเสริม

เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ การเสริมความงามด้วยวิธีการต่างๆ ดูจะเป็นสิ่งที่จำเป็นไปแล้วสำหรับคนทุกเพศทุกวัยที่ต้องการเสริมบุคลิกภาพเพื่อให้เกิดความมั่นใจให้กับตนเอง จากการติดตามข่าวที่นำเสนอผ่านสื่อมวลชนและการได้ยินได้ฟังเรื่องราวผู้คนรอบข้างเกี่ยวกับการเสริมความงาม พบว่า การเสริมความงามบางวิธีการ ส่งผลต่ออวัยวะส่วนอื่นของร่างกายและมีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง จึงขอนำข้อมูลที่ได้มาแชร์ต่อเพื่อเป็นข้อมูล เกร็ดความรู้สุขภาพ สำหรับผู้ที่ใช้หรือมีลูกหลานที่กำลังตัดสินใจทำสวยด้วยวิธีการเหล่านี้ ให้ตระหนักถึง มะเร็ง ที่เป็นภัยเงียบแฝงมากับความสวยด้วยวิธีการเหล่านี้

1. การทำให้ผิวขาวใสด้วยผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว เช่น ครีมกัดผิว เพื่อเปลี่ยนสีผิวให้ขาวใสสไตล์เกาหลีที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น ครีมเหล่านี้ จะมีสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และสารกลูต้าไธโอนอยู่ในเนื้อครีมหรือตัวยาที่ทำให้ผิวขาวใส วิธีการใช้ มีทั้งการฉีด กัด ทาและและการรับประทาน ผลจากการใช้พบว่า หากใช้บ่อยจะทำให้ผิวบาง เกิดระคายเคือง และผิวแพ้สารเคมีง่ายขึ้น หากใช้นานๆ ทำให้ผิวไม่ทนต่อแดด เสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง มะเร็งตับ และไตทำงานหนัก รวมทั้งเนื้องอกจากสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่อยู่ในเนื้อครีมอีกด้วย
2. การเปลี่ยนสีผมบ่อยๆ ผลการศึกษาพบว่า สีย้อมผมทำให้เกิดมะเร็งได้หากมีการเปลี่ยนสีผม เกิน 9 ครั้งต่อปี โดยเฉพาะ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และยังมีผลการศึกษาว่า สตรีที่ใช้น้ำยาปิดสีผมขาวชนิดสีดำอย่างต่อเนื่องประจำก็มีโอกาสเป็นมะเร็ง หรือ เนื้องอกในสมอง มากกว่าผู้ไม่ใช้
3. ยาแก้สิว มีทั้งชนิดรับประทานและทา หากใช้อย่างต่อเนื่อง ตัวยาซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มกรดวิตามินเอ จะทำให้เกิดริมฝีปากแห้ง ตาแห้ง ผิวแห้ง บางคนมีเลือดกำเดาออก ตัวยาทำให้ตับ ไต ทำงานหนัก ต้องใช้ตามคำสั่งแพทย์ ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นสิวหาย แต่ตับไตพัง
4 การฉีดคอลลาเจน ฟิลเลอร์ปลอม ซึ่งพบว่ามีการขาย หรือให้บริการผ่านช่องทางเว็บไซต์ สารเหล่านี้นอกจากจะไปทำลายอวัยวะแล้ว ยังก่อเกิดมะเร็งหากใช้เป็นระยะเวลานาน และบางรายถึงชีวิต เพราะนอกจากใช้สารผิด แล้วยังไม่ได้รับการฉีดโดยแพทย์เฉพาะทางศัยกรรม ดังกรณีพริตตี้สาวที่ต้องสังเวยชีวิต จากการฉีดคอลลาเจนปลอมด้วยสารโพลีอะคริลาไมด์ ซึ่งเป็นสารที่ไม่สลายตัว คล้ายซิลิโคน เมื่อไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า สารโพลีอะคริลาไมด์ เป็นสารเหลวที่ฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อความงาม ในอดีตสารนี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา แต่เมื่อพบว่า มีกรณีป่วยเป็นมะเร็งเต้านมจาการใช้สารนี้ คณะกรรมการอาหารและยา จึงถอดออกจากทะเบียนสารเหลวที่ฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อความงาม

 

ศัลยกรรมและการเสริมความงามด้วยวิธีการต่างๆ กลายเป็นเทรนด์ หรือแฟชั่นไปแล้วในสังคมของคนยุคนี้ ไม่ว่าจะรุ่น Gen Baby boom เช่นผู้เขียน หรือ ยุด Gen X เช่นเพื่อนรุ่นน้องในห้องสมุดหรือแม้กระทั่ง Gen Y เช่น เด็กๆ และวัยรุ่น ลูกหลานของพวกเรา บางคนถึงกับหลงใหลคลั่งไคล้มีดหมอจนกลายเป็นโรคเสพติดศัลยกรรมที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกสิ่งในโลกล้วนมี 2 ด้าน ด้านดีและด้านไม่ดี ด้านไม่ดีนับวันจะมีจำนวนมากขึ้น ดังปรากฏให้เห็นตามข่าวว่า ศัลยกรรมนำไปสู่การเสียโฉม และบางรายถึงแก่ความตายก็มี ทำให้เกิดความหวาดกลัวของผู้ที่ทำมาแล้ว และเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่กำลังจะไปทำ (เช่นผู้เขียนที่อยากทำมากเพราะสังขาร (โดยเฉพาะใบหน้า) ไม่สามารถต้านแรงโน้มถ่วงของโลกได้อีกต่อไปแล้ว) เพื่อให้รู้เท่าทันศัลยกรรมความงามในฐานะนักสารสนเทศ จึงได้ไปแสวงหาข้อมูล ความรู้ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจทำ และถือโอกาสแชร์ให้ชาวสบ. ไปด้วยเลยทีเดียว
เท่าที่อ่านพบ วิธีการเสริมความงามด้วยการฉีด เสริม เติม ตัด บนส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีการใช้วิธีการ คำที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • การฉีดซิลิโคนเหลว คอลลาเจน ที่คาง ปาก แก้ม ฉีด โบท็อกซ์ เพื่อลบรอยเหี่ยวย่น การฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งเป็นสารเติมเต็มผิว ช่วยเพิ่มให้ร่องรอยเต็มตื้น
  • เชฟลิฟท์ เพื่อยกกระชับใบหน้า เหลาจมูก ผ่าตัดยกหางตา ดูดไขมัน
  • ศัลยกรรมล่าสุด คือ การฉีดสเต็มเซลล์ ที่เป็นการนำไขมันที่ดูดจากหน้าท้องของเจ้าของ สกัดเอาสเต็มเซลล์ แล้วนำไปเพราะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเพื่อให้สเต็มเซลล์ เจริญเติบโต แล้ว นำสเต็มเซลล์ เปล่าๆ มาฉีด สเต็มเซซล์ก็จะสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ อาจเป็นเนื้อเยื่อ ไขมัน คอลลาเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำแล้วไม่เป็นอันตราย แต่ต้องฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ต่อไปนี้เป็นข้อควรระวังก่อนเข้ารับการฉีด เสริม เติม ตัด
1. สารที่ฉีดต้องเป็นสารที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา
2. รับการรักษาจากโรงพยาบาลที่รับรองโดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตรวจสอบได้ที่กระทรวง อย่าใช้หมอกระเป๋า หมอจิ้ม
3. รับการรักษาจากแพทย์เท่านั้น ลืมพยาบาลและผู้ช่วยแพทย์ได้เลยเพราะบุคคลเหล่านั้นมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ มีข้อแนะนำส่วนของร่างกายที่ไม่ควรฉีด ได้แก่ จมูก รอบดวงตา ขมับ หน้าผาก เนื่องจากเป็นอวัยวะที่มีเส้นเลือดมาก โอกาสเกิดผลข้างเคียงสูง โดยเฉพาะหากผู้ฉีดไม่รู้ถึงกายวิภาคของบริเวณดังกล่าว อาจฉีดเข้าสู่เส้นเสือดแดงที่ไปเลี้ยงตาได้ ทำให้เกิดภาวะตาบอดได้

บทความน่ารู้จาก http://library.stou.ac.th/blog/?p=1965