Category Archives: ความรู้สเต็มเซ็ลล์

เคล็ดลับการ ลบริ้วรอยบนในหน้า

ริ้วรอย เป็นคำแสลงใจที่ไม่มีสาวๆ คนไหนอยากพบเจอ ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอยทั้งหลาย จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ว่า Well-women ฉบับนี้มีเคล็ดลับการลดเลือนริ้วรอย ที่สาวๆ อาจจะคาดไม่ถึงมาฝากกัน

นอนหงาย
สมาคมแพทย์ผิวหนังอเมริกันแนะนำว่า การนอนในท่าใดท่าหนึ่งเพียงท่าเดียวทุกๆ คืนจะทำให้หน้ายับ ก่อนจะกลายเป็นริ้วรอยที่เห็นได้ชัดบนผิวหน้า และไม่เลือนหายไปแม้ว่าคุณจะลุกขึ้นมาแล้วก็ตาม โดยการนอนตะแคงข้างจะเพิ่มริ้วรอยที่แก้มและคาง ขณะที่การนอนคว่ำจะทำให้เกิดรอยย่นบนหน้าผาก ฉะนั้นเพื่อลดการก่อตัวของริ้วรอยแนะนำให้สาวๆ เปลี่ยนมานอนหงายแทน แม้ว่าอาจจะไม่ชินในช่วงแรก และเผลอพลิกไปนอนในท่าที่เคยชินตอนหลับไปแล้ว แต่ก็ยังดีกว่านอนตะแคง หรือนอนคว่ำอย่างเดียวโดยไม่เปลี่ยนท่าเลยตลอดคืน

รับประทานน้ำมากขึ้น
เราควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตร โดย 20% ของน้ำที่ได้รับในแต่ละวันมาจากอาหารที่กิน ส่วนอีก 80% ได้จากการดื่มน้ำ เพื่อ การส่งเสริมสุขภาพ

ผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบินระยะยาว ควรดื่มน้ำให้มากและบ่อยขึ้นแม้จะไม่หิวน้ำ เช่น ดื่มน้ำเปล่า น้ำผลไม้ นม หรือเครื่องดื่มที่ ไม่มีคาเฟอีน 1-2 แก้ว ทุกๆ ชั่วโมงที่อยู่บนเครื่องบิน เพราะสภาวะความชื้นในอากาศต่ำยิ่งทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย และจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียจากการเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเวลานาน (jet lag) กำเริบมากขึ้น

คนที่ออกกำลังอย่างหนัก ต้องการน้ำถึงวันละ 3 ลิตรเป็นอย่างน้อย โดยควรดื่มน้ำ 2-3 แก้ว ก่อนการออกกำลังกาย และดื่มเพิ่ม 1-2 แก้วทุกๆ 20 นาที ระหว่างการออกกำลัง และควรดื่มเกลือแร่ทดแทนด้วย

น้ำยังช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกาย ลดอาการ heat stress ที่เกิดจากความร้อนในร่างกายสูงจากการออกกำลังอย่างหนัก จากภาวะอากาศร้อนจัดหรือได้รับสารบางอย่าง เช่น แอลกอฮอล์ คาเฟอีน ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ยาแก้แพ้บางชนิด จึงควรดื่มน้ำให้มากขึ้นกว่าปกติแม้ ยังไม่หิวน้ำ ครั้งละ 1 แก้วเป็นอย่างน้อย ทุกชั่วโมง
ผิวสวยด้วยกรดผลไม้
เพราะกรดผลไม้ช่วยลอกเซลล์ของชั้นผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกไป จึงช่วยลดเลือนริ้วรอยจางๆ และริ้วรอยลึกๆ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งริ้วรอยรอบๆ ดวงตา โดยมีหลักฐานชิ้นใหม่แสดงว่า กรดผลไม้ที่มีความเข้มข้นสูง จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้อีกด้วย

เปลี่ยนจากกาแฟมาเป็นโกโก้
ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในปี 2006 ใน the Journal of Nutrition รายงานว่า โกโก้มีสารประกอบ flavonol 2 ชนิด คือ เอพิคาเตซิน และคาเตซิน ซึ่งช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของแสงแดด ทำให้การหมุนเวียนของเลือดเข้าสู่เซลล์ผิวหนังได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับสุขภาพผิว ทำให้ผิวนุ่มเนียนมากขึ้น

อย่าล้างหน้าบ่อยเกินไป
แพทย์ผิวหนังบอกว่า น้ำประปาจะรบกวนน้ำมันที่ผิวหนังสร้างขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยปกป้องผิวไม่ให้เกิดริ้วรอย ดังนั้นการล้างหน้าบ่อยๆ จะล้างสิ่งที่ปกป้องผิวหนังออกไป เว้นแต่ว่าสบู่ที่คุณใช้จะมีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ที่ช่วยปกป้องผิว จึงขอแนะนำให้ใช้เคลนเซอร์ล้างหน้าแทนสบู่

ใช้วิตามินซีชนิดทา
ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Tulane และผลการศึกษาจากที่อื่นพบว่า วิตามินซีสมารถเพิ่มการผลิตคอลลาเจน ช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของรังสียูวีเอและยูวีบี ทำให้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอลดลง รวมถึงทำให้ภาวะผิวหนังอักเสบมีอาการดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิตามินซีที่ใช้ด้วย ปัจจุบันผลการวิจัยส่วนมากพบว่า กรดแอล-เอสคอร์บิก สามารถลดริ้วรอยได้มากที่สุด

กินถั่วเหลืองมากขึ้น
ผลการวิจัยแสดงว่า ถั่วเหลืองอาจจะช่วยปกป้องหรือเยียวยาผิวที่ถูกแสงแดดทำร้ายได้ โดยผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน The European Journal of Nutrition รายงานว่า อาหารเสริมที่มีถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบพื้นฐานชนิดหนึ่ง ซึ่งมีวิตามินต่างๆ โปรตีนจากปลา และสารสกัดจากชาขาว เมล็ดองุ่น และมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบด้วย ช่วยทำให้โครงสร้างของผิวดีขึ้นภายใน 6 เดือน

ดูแลผิวด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
ถ้าคุณต้องการรักษาผิวให้ดูอ่อนเยาว์ ควรเริ่มต้นการดูแลอย่างถูกต้อง ด้วยวิธีที่คุณอาจจะเคยได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่เคยทำเลย ดังนี้

– หลีกเลี่ยงแสงแดด
– ทาครีมกันแดด
– ไม่สูบบุหรี่
– บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์

เพียงใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ผิวของคุณก็จะเกิดริ้วรอยได้ยากขึ้น

ประโยนช์ที่ได้จาก โปรตีน

โปรตีนคือโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์ซึ่งมีปริมาณถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย ร่างกายจะผลัดเซลล์เก่าและ สร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน เพื่อซ่อมแซมตัวเองอยู่ตลอดเวลา โปรตีนจึงเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างมากสำหรับทุกเซลล์ในร่างกายคุณประโยชน์หลักของโปรตีน ได้แก่

  • ประโยชน์ต่อเซลล์ผิวหนัง โปรตีนสร้างใยคลอลาเจนใต้ชั้นผิวหนังในร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น และช่วยเชื่อมประสานแต่ละเซลล์ให้ยืดติดกันเป็นเนื้อเดียว ทั้งช่วยปกป้องริ้วรอยก่อนวัยได้ และยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์ผมและเล็บ
  • ประโยชน์ต่อกล้ามเนื้อ โปรตีนสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
  • ประโยชน์ต่อการฟื้นฟูร่างกายและสร้างระบบภูมิต้านทาน โปรตีนมีส่วนช่วยในการทดแทนเซลล์ที่สูญเสียไปในแต่ละวัน รวมทั้งเป็นส่วนประกอบหลักของภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • ประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร โปรตีนเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ ซึ่งทำหน้าที่ย่อยอาหารให้มีหน่วยเล็กลงและสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากร่างกายได้รับสารโปรตีนไม่เพียงพอจะเกิดภาวะร่างกายเจริญเติบโตและพัฒนาการช้าสมองทำงานช้ากว่าปกติเล็บฉีกขาดง่าย ซีดเซียวผิวหนังหยาบกร้านผิวหนังที่เป็นแผลจะหายช้ากว่าปกติระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายผมมีเม็ดสีจาง ทำให้ผมหงอกก่อนวัย หลุดร่วงง่าย และแห้งแตกปลายเกิดภาวะโลหิตจาง เป็นต้น

ความต้องการโปรตีนในแต่ละวัน

คนเราต้องการโปรตีนในแต่ละวันมากน้อยเพียงใด ขึ้นกับปัจจัย 2 ประการ คือ อาหารที่กินมีปริมาณและคุณภาพของโปรตีนอย่างไร และตัวผู้กินอายุเท่าไร ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่หรือเปล่า ตลอดจนมีอาการเจ็บป่วยอยู่หรือไม่

ความต้องการของโปรตีนลดลงตามอายุ เมื่อแรกเกิดเด็กต้องการโปรตีนวันละประมาณ 2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ความต้องการดังกล่าวนี้ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งตั้งแต่อายุ 19 ปีขึ้นไป ต้องการโปรตีนเพียง 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะเด็กต้องการโปรตีนไปสร้างเนื้อเยื่อต่างๆในการเจริญเติบโต ส่วนผู้ใหญ่แม้ว่าการเจริญเติบโตหยุดแล้ว แต่ยังต้องการโปรตีนไว้ซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอไป ส่วนหญิงตั้งครรภ์ต้องการโปรตีนเพิ่มขึ้นอีกวันละ 30 กรัม เพื่อนำไปใช้สำหรับแม่และลูกในครรภ์ แม่ที่ให้นมลูกต้องกินโปรตีนเพิ่มอีกวันละ 20 กรัม เพราะการสร้างน้ำนมต้องอาศัยโปรตีนจากอาหาร

การเลือกทานโปรตีน

โปรตีนมีอยู่ในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากสัตว์บางชนิด และพืชบางชนิด แต่ว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์พวก หมู วัว จะมีไขมันแทรกอยู่แล้วแม้จะเป็นเนื้อแดงที่ดูไม่มีไขมันก็ตาม ดังนั้นไม่ควรทานมากเกินไป โปรตีนที่ดี มีไขมันไม่ดีน้อย จะอยู่ในอาหารจำพวก ไก่(ไม่มีหนัง) ปลา ถั่วต่างๆ ไข่ขาว ซึ่งมีไขมันน้อยมากและเนื้อปลายังมีไขมันที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย

ปัจจุบันมีทางเลือกที่สะดวกขึ้นในการเสริมโปรตีนที่สกัดได้จากนมวัว ที่เรียกว่า เวย์โปรตีน(Whey protein) เป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพสูง อุดมด้วย BCAAs และกรดอะมิโนครบถ้วนทั้ง 20 ชนิด เป็นโปรตีน ที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถ ดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบัน นิยมเสริมเพื่อการสร้างมัดกล้ามเนื้อในนักกีฬา อย่างไรก็ตามสารโปรตีน สามารถเสริมได้ในทุกเพศทุกวัย อย่าให้ร่างกายโปรตีน เพราะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะในผู้ที่รับประทานอาหารกลุ่มโปรตีนน้อย ทานมังสวิรัติ วัยเจริญเติบโต และผู้สูงอายุ พบว่ามีโอกาสขาดโปรตีน จึงควรให้ความสำคัญด้านโภชนาการมากขึ้น

 

ข้อมูลอ้างอิง http://www.student.chula.ac.th/~54373220/protein.html

เคล็ดลับ 12 ประการของความเยาว์วัย

เคล็ดลับ 12 ประการของความเยาว์วัย 

  1. ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2.5 ลิตร – 3 ลิตร
  2. ทานโยเกิร์ต ควรเป็นโยเกิร์ตสด หรือ Living  yoghurt  ทำเองได้ง่ายๆ ดังนี้  นำนมสด  หรือ  นมถั่วเหลืองประมาณ 300 cc มาอุ่นให้ร้อนเล็กน้อย  แล้วนำไปใส่ในภาชนะที่มีฝาปิดได้  จากนั้นตักโยเกิร์ตจากถ้วย 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน แล้วปิดฝาเก็บไว้ในห้องอุณหภูมิปกติทิ้งไว้เพียง 8-12 ชั่วโมง  เราก็จะได้โยเกิร์ตผลิตเอง  ที่สด  และมีพลังชีวิตสูง  สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ 3-5 วัน  และผลไม้สดเป็นอาหารมื้อเช้า
  3. นอนหัวค่ำตื่นแต่เช้า โดยเข้านอนไม่เกิน 22.30 น. ตื่นนอนไม่เกิน 05.00 น
  4. พยายามใช้ชีวิตอยู่นอกห้องแอร์ให้มากที่สุด
  5. ทำโยคะธิเบต 5 ท่า และเกาชิกิเป็นประจำทุกวัน
  6. ลดหรือเลิกการทานเนื้อสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ๆ, ข้าวโดยเฉพาะข้าวขาว, ขนมหวาน, ชา, กาแฟ, น้ำอัดลม……..โดยเพิ่มปริมาณการทานผักสด ผลไม้สด  และอาหารสดต่างๆ ให้มากขึ้น
  7. พยายามให้กล้วยน้ำว้า, กล้วยหอม, กล้วยเล็บมือนาง หรือกล้วยชนิดอื่นๆ เป็นส่วนหนึ่งของอาหารในแต่ละมื้อ
  8. ออกกำลังกายจนเหงื่อชุ่มเสมอๆ
  9. ล้างพิษด้วยการดื่มน้ำมะนาวและเกลือเสมอๆ (น้ำ 1.5 ลิตร + มะนาว 3-4 ลูก +

เกลือทะเล 2 ช้อนโต๊ะปาดเรียบ  ดื่มให้หมดในครึ่ง ช.ม. ทำประมาณ 2 อาทิตย์ครั้ง)

  1. มีเวลาทำสมาธิด้วยมันตราให้จิตใจสงบอย่างน้อยวันละ 1-2 ครั้ง
  2. ชมตัวเองทุกวัน ชมคนรอบข้างทุกวัน
  3. หาโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือผู้อื่น และทำให้ผู้อื่นมีความสุขอยู่เสมอ

บทความจาก  เกียรติวรรณ   อมาตยกุล

เคล็ดลับเรื่องสุขภาพ ผู้สูงอายุ

อาหารเสริม

เคล็ดลับเรื่องสุขภาพ ผู้สูงอายุ

 

ผู้สูงอายุควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย มื้อละน้อยๆ วันละประมาณ 4 มื้อ พยายามจัดให้ครบทั้ง 5 หมู่ในแต่ละวัน ให้ได้แคลอรี่เพียงพอ ในแต่ละวันควรรับประทานไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงาน ไม่ควรรับประทานไขมันจากสัตว์เพราะเป็นสาเหตุทำให้โคเรสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ผู้สูงอายุควรรับประทานไขมันที่มีกรดจำเป็นทั้งสองชนิด คือ กรดไลโนลีอิก และไลโนลีนิค พบมากในไขมันจากพืช เช่น พวกดอกทานตะวัน ข้าวโพด ถั่วเหลือง รับประทานได้ไม่เกิน 2 – 3 ช้อนโต๊ะ/วัน และควรหลีกเลี่ยงไขมันจากพืชจำพวกมะพร้าวและปาลม์ ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเช่นเดียวกับจากสัตว์

ผู้สูงอายุควรได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ต่างๆที่ไม่ติดมัน และนุ่ม โดยเฉพาะเนื้อปลา ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ ไข่ และนม สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีปัญหาเรื่องไขมันในเลือดสูง สามารถรับประทานไข่สัปดาห์ละ 3-4 ฟอง ถ้ามีปัญหาเรื่องไขมันในเลือดสูง ผู้สูงอายุควรรับประทานไข่ขาวเพียงอย่างเดียว และควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ เนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ (หนังไก่ทอด) ขาหมู หมูสามชั้น ไข่แดง ผู้สูงอายุควรดื่มนมวันละ 1 แก้ว ถ้ามีปัญหาเรื่องน้ำหนัก ไขมันในเลือดสูง ให้ดื่มนมพร่องมันเนย หรือนมถั่วเหลืองแทน หรือน้ำเต้าหู้ 2-3 แก้ว หรือรับประทานปลาเล็ก ปลาน้อย 1-2 ขีดในแต่ละวัน

ส่วนคาร์โบไฮเดรต ควรรับประทานจำพวกข้าวกล้อง ธัญพืช รับประทานประมาณ 3 – 4 ถ้วยตวง (ข้าวเหนียว 2-6 ขีด หรือข้าวจ้าว 6-11 ทัพพี) หลีกเลี่ยงการรับประทานน้ำตาล และอาหารหวาน เนื่องจากน้ำตาลจะก่อให้เกิดปัญหาภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และภาวะดื้อต่ออินซูลิน ขณะเดียวกันข้าวกล้องจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้

ผู้สูงอายุควรบริโภคผักและผลไม้ทุกวัน เน้นผักใบเขียว เช่น ตำลึง ผักเนื้อเหลือง เช่น ฟักทอง และผลไม้จำพวกส้ม ซึ่งเป็นแหล่งของเบต้าแคโรทีน และวิตามินซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิต้านทาน ป้องกันมะเร็ง และช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานสะดวกขึ้น  เคล็ดลับ 12 ประการของความเยาว์วัย

การรับประทานแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินดี ควบคู่กับการออกกำลังกาย ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ ปลาร้าผง กุ้งแห้งตัวเล็ก กระปิเคย งาดำคั่ว ฯ ส่วนผักที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ ชะพลู มะขามฝักสด แคยอดอ่อน เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6 แก้วเพื่อลดการเกิดปัญหาท้องผูกจากปัญหาเรื่องการเคี้ยวอาหาร และเพื่อช่วยให้เซลล์ต่างๆของร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล ทำงานได้ตามปกติ

อาหารสำหรับผู้สูงอายุควรเป็นอาหารที่อ่อนนิ่ม เคี้ยวง่าย เพื่อให้เกิดการย่อย และดูดซึมดี

เคล็ดลับเรื่องสุขภาพ การออกกำลังกาย

เป็นประจำส่งผลดีหลายประการ คือ ช่วยเพิ่มปริมาณนำเข้าออกซิเจนที่ใช้ในร่างกาย ลดอัตราการเต้นของชีพจร ลดความดันโลหิต ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ลดน้ำหนัก ลดปริมาณไขมันและระดับโคเลสเตอรอล ลดจำนวนไขมันเลว (LDL) และเพิ่มปริมาณไขมันดี (HDL)

การออกกำลังกายช่วยทำให้ขับถ่ายอุจจาระดีขึ้น เพราะลำไส้มีการเคลื่อนไหวดี กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น ช่วยชะลอความชรา ทำให้อายุยืน เคล็ดลับการ ลบริ้วรอยบนในหน้า

ผู้สูงอายุที่ไม่เคยออกกำลังกาย หรือจะเริ่มออกกำลังกายควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อทราบข้อห้ามโดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว

ประเภทของการออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ได้แก่
1. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยึดหยุ่น เช่น การยึดแขน-ขา งอตัว บิดหมุนร่างกาย มักใช้ปฏิบัติในระยะที่มีการเตรียมร่างกายเพื่อให้เกิดความอบอุ่นก่อนการออกกำลังกายประมาณ 10 – 20 นาที

2. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง เช่น การยกน้ำหนักเบาๆ โดยใช้ตุ้มน้ำหนักขนาดครึ่งถึง 2 กิโลกรัม การออกกำลังกายประเภทนี้ควรทำวันละ 20 – 30 นาที สัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง

3. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความทนของระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น การเดินควรทำครั้งละ 20 นาทีขึ้นไป สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้ง

ข้อเสนอแนะอื่นๆ สำหรับการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ

  • ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเพื่อการออกกำลังกาย
  • เลือกประเภทการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับความพร้อมของสภาพร่างกายของผู้สูงอายุแต่ละคน ออกกำลังกายแต่ละครั้งให้ได้อย่างน้อย 20นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง กิจกรรมการออกกำลังกาย เช่น เดินเร็ว  วิ่ง หรือ การดัดเพื่อยืดเส้นยืดสาย ปั่นจักรยาน  โยคะ  ยืดเหยียด เป็นต้น

ส่งเสริมการทำกิจวัตรประจำวันเพื่อการออกกำลังกายโดยทำต่อเนื่องอย่างน้อยให้ได้ 20นาที  เช่น กวาดบ้าน  ซักผ้า ทำสวน หรือทำงานบ้าน ควรมีการเตรียมร่างกายให้เกิดความอบอุ่นก่อนการออกกำลังกาย

บทความจาก :

คู่มือการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ  
ฉบับปรับปรุงโดย วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก  2557

การส่งเสริมสุขภาพ สวยอย่างไร ไม่ให้เสียโฉม

อาหารเสริม

เกร็ดความรู้เรื่องสุขภาพ การเสริมความงามด้วยวิธีการต่างๆ ดูจะเป็นสิ่งที่จำเป็นไปแล้วสำหรับคนทุกเพศทุกวัยที่ต้องการเสริมบุคลิกภาพเพื่อให้เกิดความมั่นใจให้กับตนเอง จากการติดตามข่าวที่นำเสนอผ่านสื่อมวลชนและการได้ยินได้ฟังเรื่องราวผู้คนรอบข้างเกี่ยวกับการเสริมความงาม พบว่า การเสริมความงามบางวิธีการ ส่งผลต่ออวัยวะส่วนอื่นของร่างกายและมีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง จึงขอนำข้อมูลที่ได้มาแชร์ต่อเพื่อเป็นข้อมูล เกร็ดความรู้สุขภาพ สำหรับผู้ที่ใช้หรือมีลูกหลานที่กำลังตัดสินใจทำสวยด้วยวิธีการเหล่านี้ ให้ตระหนักถึง มะเร็ง ที่เป็นภัยเงียบแฝงมากับความสวยด้วยวิธีการเหล่านี้

1. การทำให้ผิวขาวใสด้วยผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาว เช่น ครีมกัดผิว เพื่อเปลี่ยนสีผิวให้ขาวใสสไตล์เกาหลีที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น ครีมเหล่านี้ จะมีสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และสารกลูต้าไธโอนอยู่ในเนื้อครีมหรือตัวยาที่ทำให้ผิวขาวใส วิธีการใช้ มีทั้งการฉีด กัด ทาและและการรับประทาน ผลจากการใช้พบว่า หากใช้บ่อยจะทำให้ผิวบาง เกิดระคายเคือง และผิวแพ้สารเคมีง่ายขึ้น หากใช้นานๆ ทำให้ผิวไม่ทนต่อแดด เสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง มะเร็งตับ และไตทำงานหนัก รวมทั้งเนื้องอกจากสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่อยู่ในเนื้อครีมอีกด้วย
2. การเปลี่ยนสีผมบ่อยๆ ผลการศึกษาพบว่า สีย้อมผมทำให้เกิดมะเร็งได้หากมีการเปลี่ยนสีผม เกิน 9 ครั้งต่อปี โดยเฉพาะ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และยังมีผลการศึกษาว่า สตรีที่ใช้น้ำยาปิดสีผมขาวชนิดสีดำอย่างต่อเนื่องประจำก็มีโอกาสเป็นมะเร็ง หรือ เนื้องอกในสมอง มากกว่าผู้ไม่ใช้
3. ยาแก้สิว มีทั้งชนิดรับประทานและทา หากใช้อย่างต่อเนื่อง ตัวยาซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มกรดวิตามินเอ จะทำให้เกิดริมฝีปากแห้ง ตาแห้ง ผิวแห้ง บางคนมีเลือดกำเดาออก ตัวยาทำให้ตับ ไต ทำงานหนัก ต้องใช้ตามคำสั่งแพทย์ ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นสิวหาย แต่ตับไตพัง
4 การฉีดคอลลาเจน ฟิลเลอร์ปลอม ซึ่งพบว่ามีการขาย หรือให้บริการผ่านช่องทางเว็บไซต์ สารเหล่านี้นอกจากจะไปทำลายอวัยวะแล้ว ยังก่อเกิดมะเร็งหากใช้เป็นระยะเวลานาน และบางรายถึงชีวิต เพราะนอกจากใช้สารผิด แล้วยังไม่ได้รับการฉีดโดยแพทย์เฉพาะทางศัยกรรม ดังกรณีพริตตี้สาวที่ต้องสังเวยชีวิต จากการฉีดคอลลาเจนปลอมด้วยสารโพลีอะคริลาไมด์ ซึ่งเป็นสารที่ไม่สลายตัว คล้ายซิลิโคน เมื่อไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า สารโพลีอะคริลาไมด์ เป็นสารเหลวที่ฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อความงาม ในอดีตสารนี้ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา แต่เมื่อพบว่า มีกรณีป่วยเป็นมะเร็งเต้านมจาการใช้สารนี้ คณะกรรมการอาหารและยา จึงถอดออกจากทะเบียนสารเหลวที่ฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อความงาม

 

ศัลยกรรมและการเสริมความงามด้วยวิธีการต่างๆ กลายเป็นเทรนด์ หรือแฟชั่นไปแล้วในสังคมของคนยุคนี้ ไม่ว่าจะรุ่น Gen Baby boom เช่นผู้เขียน หรือ ยุด Gen X เช่นเพื่อนรุ่นน้องในห้องสมุดหรือแม้กระทั่ง Gen Y เช่น เด็กๆ และวัยรุ่น ลูกหลานของพวกเรา บางคนถึงกับหลงใหลคลั่งไคล้มีดหมอจนกลายเป็นโรคเสพติดศัลยกรรมที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกสิ่งในโลกล้วนมี 2 ด้าน ด้านดีและด้านไม่ดี ด้านไม่ดีนับวันจะมีจำนวนมากขึ้น ดังปรากฏให้เห็นตามข่าวว่า ศัลยกรรมนำไปสู่การเสียโฉม และบางรายถึงแก่ความตายก็มี ทำให้เกิดความหวาดกลัวของผู้ที่ทำมาแล้ว และเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่กำลังจะไปทำ (เช่นผู้เขียนที่อยากทำมากเพราะสังขาร (โดยเฉพาะใบหน้า) ไม่สามารถต้านแรงโน้มถ่วงของโลกได้อีกต่อไปแล้ว) เพื่อให้รู้เท่าทันศัลยกรรมความงามในฐานะนักสารสนเทศ จึงได้ไปแสวงหาข้อมูล ความรู้ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจทำ และถือโอกาสแชร์ให้ชาวสบ. ไปด้วยเลยทีเดียว
เท่าที่อ่านพบ วิธีการเสริมความงามด้วยการฉีด เสริม เติม ตัด บนส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีการใช้วิธีการ คำที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • การฉีดซิลิโคนเหลว คอลลาเจน ที่คาง ปาก แก้ม ฉีด โบท็อกซ์ เพื่อลบรอยเหี่ยวย่น การฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งเป็นสารเติมเต็มผิว ช่วยเพิ่มให้ร่องรอยเต็มตื้น
  • เชฟลิฟท์ เพื่อยกกระชับใบหน้า เหลาจมูก ผ่าตัดยกหางตา ดูดไขมัน
  • ศัลยกรรมล่าสุด คือ การฉีดสเต็มเซลล์ ที่เป็นการนำไขมันที่ดูดจากหน้าท้องของเจ้าของ สกัดเอาสเต็มเซลล์ แล้วนำไปเพราะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการเพื่อให้สเต็มเซลล์ เจริญเติบโต แล้ว นำสเต็มเซลล์ เปล่าๆ มาฉีด สเต็มเซซล์ก็จะสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่ อาจเป็นเนื้อเยื่อ ไขมัน คอลลาเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำแล้วไม่เป็นอันตราย แต่ต้องฉีดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ต่อไปนี้เป็นข้อควรระวังก่อนเข้ารับการฉีด เสริม เติม ตัด
1. สารที่ฉีดต้องเป็นสารที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา
2. รับการรักษาจากโรงพยาบาลที่รับรองโดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งตรวจสอบได้ที่กระทรวง อย่าใช้หมอกระเป๋า หมอจิ้ม
3. รับการรักษาจากแพทย์เท่านั้น ลืมพยาบาลและผู้ช่วยแพทย์ได้เลยเพราะบุคคลเหล่านั้นมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ มีข้อแนะนำส่วนของร่างกายที่ไม่ควรฉีด ได้แก่ จมูก รอบดวงตา ขมับ หน้าผาก เนื่องจากเป็นอวัยวะที่มีเส้นเลือดมาก โอกาสเกิดผลข้างเคียงสูง โดยเฉพาะหากผู้ฉีดไม่รู้ถึงกายวิภาคของบริเวณดังกล่าว อาจฉีดเข้าสู่เส้นเสือดแดงที่ไปเลี้ยงตาได้ ทำให้เกิดภาวะตาบอดได้

บทความน่ารู้จาก http://library.stou.ac.th/blog/?p=1965

การดูแลและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ

การดูแลและส่งเสริม
สุขภาพผู้สูงอายุ

 

ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ อยู่ในความดูแล จำเป็นต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุและตระหนักว่าความสูงวัยเป็นภาวะที่จะต้องเกิดกับทุกคน การทำความเข้าใจความสูงวัย จะทำให้สมาชิกในครอบครัว สามารถปฏิบัติต่อผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม และนำมาซึ่งความผาสุกของผู้สูงอายุและสมาชิกทุกคนในครอบครัวด้วยเช่นเดียวกัน

ธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ มีลักษณะโดยรวมเหมือนกันในทุกคน ทุกเชื้อชาติ ศาสนา เพียงแต่ระยะเวลาความช้าหรือเร็วของการเข้าสู่ความชราจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สิ่งแวดล้อม การดูแลสุขภาพ พันธุกรรม และภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตามความสูงวัยย่อมเกิดอย่างแน่นอนเพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ความสูงวัยนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง 3 ด้านใหญ่ๆในผู้สูงอายุ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ และสังคมก็มีความสำคัญ ซึ่งตัวผู้สูงอายุเองและบุคคลรอบข้างก็ควรให้ความสนใจการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ด้วย

การเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายในผู้สูงอายุมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และเป็นการเปลี่ยนแปลงใน ทาง เสื่อมสภาพการทำงานของระบบต่างๆของร่างกายลง การดูแลผู้สูงอายุซึ่งทำโดยตัวผู้สูงอายุและครอบครัวจึงควรเป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุคงไว้ซึ่งความสามารถทางด้านร่างกายและส่งเสริมการทำงานของระบบ อวัยวะต่างๆของร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ สาระของการดูแลด้านร่างกายมี 4 ประเด็นหลัก
ที่จำเป็น ได้แก่
1) การดูแลด้านอาหาร
2) การออกกำลังกาย
3) ความเครียดและวิตกกังวล
4) การป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ
สาระสำคัญทั้ง 4 ประการนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุทุกคน

แต่หากผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพที่เฉพาะเจาะจง เช่น มีปัญหาโรคเรื้อรัง หรือมีความพิการ ผู้สูงอายุเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลมากขึ้นเป็นพิเศษ
การเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ ปัญหาที่พบบ่อยได้แก่ความซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความรู้สึกสิ้นหวัง ครอบครัวและผู้ดูแลผู้สูงอายุจำเป็นต้องเข้าใจและหาทางช่วยเหลือ ซึ่งปัญหานี้มักได้รับการละเลยมาก โดยที่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นเพราะผู้สูงอายุไม่เข้มแข็ง ฟุ้งซ่านไปเองหรือเรียกร้องความสนใจ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาการเหล่านี้ เป็นภาวะเจ็บป่วยอย่างหนึ่งแต่เป็นอาการเจ็บป่วยทางจิตใจซึ่งต้องการการดูแลและช่วยเหลือด้วยความเข้าใจและหากจำเป็นอาจต้องพึ่งการรักษาด้วยการใช้ยาหรือการบำบัดเฉพาะ
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม จะเห็นได้ว่าผู้สูงอายุมีกิจกรรมหรือมีส่วนร่วมทางสังคมลดลง และสังคมก็ยอมรับและให้โอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุน้อยลงด้วย การมีกิจกรรมน้อยลงนี้ทำให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกในคุณค่าของตนเองลดลง ขาดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนจากสังคม การรับรู้ข้อมูลข่าวสารลดลง และนำไปสู่การแยกห่างจากสังคมอย่างสิ้นเชิง ปัญหาด้านสังคมและจิตใจมักมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันเสมอ การส่งเสริมด้านนี้ควรเริ่มตั้งแต่ในครอบครัวโดยการให้โอกาสผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจเกี่ยวกับความเป็นไปในบ้านและหากเป็นไปได้ควรสนับสนุนและให้โอกาสผู้สูงอายุได้ร่วมกิจกรรมทางสังคมตามความชอบและความสนใจของผู้สูงอายุ
การดูแลและส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ครอบครัวและตัวผู้สูงอายุเองมีบทบาทสำคัญยิ่ง ประการแรกครอบครัวต้องเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญ ตลอดจนมีเจตคติที่เหมาะสมต่อความสูงวัยเสียก่อน จึงจะทำให้การดูแลและเอื้ออาทรผู้สูงอายุมีคุณค่าอย่างแท้จริง ความรู้ในการดูแลและการปฏิบัติต่อผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่แสวงหาและทำความเข้าใจได้ไม่ยาก แต่การส่งเสริมให้ครอบครัวตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ครอบครัวจะต้องให้การสนับสนุนผู้สูงอายุอย่างถูกต้องเหมาะสมเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า
ข้อคิดสำคัญของการดูแลและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ อยู่ที่ความเข้าใจ ความตระหนักในความสำคัญ และควรถือเป็นภารกิจของครอบครัวในการสืบทอดเจตนารมณ์ไปยังลูกหลาน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามในการดูแลผู้สูงวัย ให้ท่านมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขตามสมควร

บทความจาก : ผศ. ดร. เกษร สำเภาทอง , 
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การทำงานของอาหารเสริม สเต็มเซลล์

การทำงานของอาหารเสริม
สเต็มเซลล์

 

ภายในร่างกายของคน จะประกอบไปด้วยสิ่งเล็กๆที่ถูกเรียกว่าเซลล์ ซึ่งมีจำนวนมากมหาศาลและเซลล์เหล่านี้จะประกอบกัน เป็นอวัยวะต่างๆของร่างกายที่ทำหน้าที่แตกต่างกันไปเมื่อเราโตขึ้น

เซลล์ที่เคยแข็งแรงก็จะเริ่มเสื่อมถอยและอ่อนแอลงทำให้การรักษาตัวนั้นทำได้ช้าลงตามกาลเวลา  และเมื่อเซลล์อ่อนแอลง ก็เป็นสาเหตุให้ร่างกายของเราแสดงอาการเจ็บป่วยต่างๆออกมา ในรูปแบบของโรคที่แตกต่างกันออกไปแต่ในร่างกายเรายังมีเซลล์ชนิดนึ่งที่เรียกว่า เซลล์ต้นกำเนิด ที่สามารถแบ่งตัวและพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆได้ เพื่อใช้ซ่อมแซม และทดแทน อวัยวะต่างๆที่เสื่อมถอยไปตามสภาพของวัย และจากการเจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆในทุกทุกวัน จะมีการตายของเซลล์เกิดขึ้นในร่างกาย เช่นเซลล์ผิวหนังชั้นบนสุด เซลล์ที่ตายแล้วจะกลายเป็นขี้ไคล หรือ เซลล์เม็ดเลือดแดง ที่มีอายุอยู่ได้เพียง 120 วัน เป็นต้น

ในคนที่มีอายุน้อย สเต็มเซลล์ก็จะสามารถแบ่งตัวมาทดแทนเซลล์ที่ตายเหล่านี้ได้อย่างดี และมีประสิทธิภาพแต่สำหรับคนที่อายุมากขึ้นนั้นปริมาณสเต็มเซลล์ก็จะมีจำนวนลดน้อยลงตามวัย และสเต็มเซลล์ที่มีอยู่ก็ยังเสื่อมสภาพไป เหมือนร่างกายเราผลที่เกิดขึ้น ก็คือ เกิดความเสื่อมของอวัยวะ และโรคต่างๆในผู้สูงอายุ เนื่องจากการขาดสเต็มเซลล์ที่มีประสิทธิภาพในการนำไปใช้ซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกายที่สึกหรอไป

สำหรับคนจำนวนมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยถึงผลประโยนช์ที่ได้จาก AFA Extract อาหารเสริมสกัดจากสาหร่ายใต้ทะเลลุกแต่ก็ไม่มีนักวิทยาศาสตร์และผู้ที่เกี่ยวข้องให้คำตอบเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้. ดอกเตอร์ คริสเตียน ดาโป (Christian Drapeau) เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ให้คำแนะนำว่า สเต็มเซลล์ จากAFA นั้นมีอิทธิพลต่อการพัฒนา เซลล์ต้นกำเนิด พวกเขามีสิทธิบัตรเกี่ยวกับการพัฒนาและการทำให้เป็นสารบริสุทธิที่สกัดจาก AFA และยังแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของสเต็มเซลล์ จากอาหารเสริมที่เค้าสร้าง เมื่อมีคนนำสารสกัดมารับประทาน จะทำให้ผู้ที่รับประทานสามารถได้ประโยนช์จาก AFA อย่างเต็มที่ โดยจะเริ่มเห็นผลนับจาก2-3สัปดาห์ไปแล้ว แล้วแต่สุขภาพของคนที่บริโภค

จากงานวิจัยช่วยให้เห็นว่า สารสกัด AFA สเต็มเซลล์  นั้นช่วยให้ ร่างกายสามารถเพิ่มจำนวนเซลล์จากกระดูกได้ประมาณ 30%

ในปี 2007 บริษัทสเต็มเทค ประกาศความพร้อมของ AFA Extract ให้เป็นสารสกัดที่พัฒนามาจากสาหร่ายน้ำจืด Aphanizomenon flos-aquae หรือเรียกกันว่า  AFA Extract  ที่แสดงให้เห็นว่าอาหารเสริมชนิดนี้ สามารถเพิ่มประมาณของ สเต็มเซลล์ที่เกิดขึ้นจากไขกระดูก และนี้คือกระบวนการทางธรรมชาติในการรักษาและการสร้างใหม่จากภายในของร่างกาย ซึ่งถูกสกัดมาในรูปของเม็ดแคปซูบ ทั้งนี้ AFA Extract นั้นได้ผ่านการรับรอง และมีสิทธิบัตรในการพัฒนาสารกัด จากสาหร่ายน้ำจืดเพื่อพัฒนาอาหารเสริมชนิดนี้

หลักการทำงานของ เซลล์ต้นกำเนิด AFA Extract ที่ผลิตออกมาจากไขกระดูกของคนเรา

สเต็มเซลล์ ที่ถูกดึงมาจาก ไขกระดูกและจะแปลสภาพให้กลายเป็นเนื้อเยือ หรือเซลล์ ภายในร่างกายของเรา แล้วแต่ว่าในขณะนั้นภายในร่างกายของเราส่งสัญญาญ ความเจ็บป่วยใดๆ, ส่วนที่มีปัญหาภายใน แบบไหนออกไป
จากการศึกษาพบว่า เซลล์ต้นกำเนิดสามารถกลายรูป ไปเป็นเนื้อเยือหรือเซลล์ก็ได้ โดยมันจะเปลี่ยนไปตามสภาวะ ปัญหาของร่างกายตามที่ เซลล์ในร่างกายส่งสัญญาณถึงปัญหาออกไป

AFA Extract สามารถทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นให้ไขกระดูกปลดปล่อยสเต็มเซลล์โตเต็มวัยที่มีอยู่ในร่างกายตั้งแต่กำเนิด หรือ ที่เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิดโตเต็มวัย (Adult Stem Cells) ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และช่วยผลักดันให้สเต็มเซลล์ ไปทำหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอในร่างกายทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นสมอง หัวใจ ไต ตับ ผิวหนัง ซึ่งเซลล์ที่อ่อนแอนั้น เป็นผลให้เราเกิดอาการเจ็บป่วย หรือแสดงอาการของการเป็นโรคต่างๆนั่นเอง เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ อัลไซเมอร์ และผลจากการซ่อมเซลล์ ก็คือการฟื้นฟูร่างกายให้ดีขึ้น และหายจากการเจ็บป่วยได้สาหร่ายทานแล้วเห็นผลจริง มีงานวิจัยทางการแพทย์ยืนยัน ผ่านการตรวจสอบและตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์จากอเมริกา

9วิธี ดูแลตัวเองให้ผิวพรรณสดใส

อาหารเสริม
1. พักผ่อนให้เพียงพอ

สังเกตไหมว่าหากช่วงไหนที่คุณนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ช่วงนั้นผิวของคุณจะดูเปล่งปลั่งสดใสเป็นพิเศษ แถมรอยคล้ำใต้ตายังดูจางลงอีกด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะช่วงเวลานอนเป็นช่วงที่ร่างกายทำงานน้อยที่สุด และเป็นเวลาที่ร่างการผลิตเซลล์ผิวใหม่นั่นเอง จึงเป็นการพักผ่อนฟื้นฟูสภาพผิวของคุณไปในตัว ดังนั้นคุณจึงควรนอนหลับให้สนิทโดยปราศจากสิ่งรบกวนใด ๆ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมงนะคะ ถ้าอยากผิวสวยหน้าเด็ก สาวๆคงต้องเล่นเกม Hay Day / Diamond Dash ในช่วงกลางคืนให้น้อยลงกันนะคะ

2. น้ำเย็นช่วยคุณได้

นอกจากการล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ๆ ในตอนเช้าจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นพร้อมรับ
วันใหม่มากขึ้นแล้ว การล้างหน้าด้วยน้ำเย็นยังช่วยลดความบวมของหน้าในช่วงเพิ่ง
ตื่นนอนได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นควรล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดเย็น ๆ ทุกเช้าก่อนออกจากบ้านทุกวันนะคะ สังเกตุง่ายๆสาวๆเกาหลี ญี่ปุ่น มักจะผิวขาวใส ส่วนนึงก็มาจากการล้างหน้าด้วยน้ำเย็นในทุกเช้านั้นเอง

3. หมั่นดูแลผิวเป็นประจำ

หากผิวพรรณของคุณดูเปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ คุณก็จะสวยเด่น และเด็กกว่าอายุจริงได้อีกหลายปี โดยไม่ต้องพึ่งการแต่งหน้าอะไรเลย ทั้งนี้ เพื่อให้ผิวของคุณดูสวยใสอยู่ตลอดเวลา คุณควรดูแลตัวเองด้วยการขัดผิวเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง และในส่วนของการดูแลบริเวณผิวหน้าแต่ละครั้งนั้น คุณควรทำความสะอาดใบหน้าด้วยคลีนเซอร์ ก่อนจะนวดเบา ๆ ด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อให้ผิวดูสดชื่นอยู่เสมอ
ที่สำคัญ ครีมทาผิวหน้าและผิวกาย ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวของตนเอง ส่วนสครับผิวกายควรเลือกที่เม็ดสครับละเอียดจะได้ไม่บาดผิว ไม่จำเป็นต้องเป็นสครับราคาแพง หรือครีมราคาแพง เพราะเคล็ดลับหลักมันอยู่ที่ “ความสม่ำเสมอ” ในการดูแลตัวเอง

4. ดื่มน้ำให้มาก ๆ

การดื่มน้ำนั้นมีประโยชน์มากมายหลายอย่าง เพราะนอกจากจะช่วยให้สาวๆมีผิวที่ดูสดใสขึ้นแล้ว ยังดีต่อสุขภาพเพราะเป็นการช่วยล้างพิษในร่างกายอีกด้วย สาว ๆ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 9 แก้ว ในขณะที่หนุ่ม ๆ ควรดื่มวันละ 13 แก้ว ทุกวัน เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเอง แนะนำว่าอย่าลืมตั้งกระติกน้ำไว้บนโต๊ะทำงานให้เป็นนิสัยนะคะ มันจะช่วยให้คุณขยันดื่มน้ำมากขึ้น

5. ปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด

ก่อนออกจากบ้านควรทาครีมกันแดดทุกครั้งไม่ว่าจะไปที่ไหน เพราะแสงแดดแรง ๆ นั้นส่งผลเสียกับผิวของคุณมากกว่าที่คิด เนื่องจากแดดแรง ๆ ที่สาดเข้ากระทบกับผิว จะทำให้ผิวคล้ำเสียไม่สม่ำเสมอ แถมยังทำให้ผิวดูแก่ก่อนวัยอีกด้วย เพราะฉะนั้น
ควรทาครีมกันแดดเวลาออกจากบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น หากวันไหนที่แดดแรงจัด ก็ควรสวมหมวกหรือถือร่ม และสวมแว่นกันแดดป้องกันอีกชั้นด้วย

6. แต่งคิ้วให้สวยเด่น

คิ้วของคุณมีผลกับรูปหน้ามาก ฉะนั้นถ้าอยากให้ใบหน้าดูโดดเด่นขึ้น ก็ควรจัดแต่งทรงคิ้วให้เข้ากับรูปหน้าของคุณ อย่างไรก็ตาม นอกจากรูปทรงของคิ้วแล้ว สีของคิ้วนั้นก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นควรย้อม หรือปัดสีคิ้วด้วยดินสอเขียนคิ้วให้เข้ากับสีผมของคุณ แล้วสาวๆจะพบว่าไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าเข้ม เพียงแค่คุณมีคิ้วที่โดดเด่น ใบหน้าคุณจะดูโดดเด่นขึ้นมาทันที

7. อย่าปล่อยให้ผมยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง

ผมที่ชี้ฟูพันกันจะทำให้คุณดูแก่และโทรมลง เพราะฉะนั้น ควรดูแลผมของตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ ด้วยการสระผมเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง เพื่อให้ผมของคุณดูนุ่มสลวยตลอดเวลา นอกจากนี้ ก็ควรจัดแต่งทรงผมของคุณให้ดูดี ด้วยการไดร์ผมให้เป็นทรง ดัดผม ยืดผม หรือมัดผมทำเป็นทรงสวย ๆ ต่าง ๆ ตามแต่โอกาสที่เหมาะสม

8. อารมณ์ดี มองโลกแง่บวก มีอารมณ์ขัน

สังเกตสาวๆหนุ่มๆที่อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก และมีอารมณ์ขันมักจะดูเด็กและสดใสอยู่เสมอ นอกจากช่วยให้สุขภาพจิตดี ส่งผลให้ผิวพรรณดีแล้ว ยังเป็นเสน่ห์ต่อผู้พบเห็น เพราะใครๆก็อยากอยู่ใกล้พูดคุย คบหากับคนที่สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เราได้เสมอ

9. เลือกรับประทาน

ควรบริโภคมื้อเช้าทุกวัน เลือกอาหารไขมันต่ำ พยายามเลี่ยงอาหารมันๆ กะทิ หรือของทอด และควรทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงอย่างสม่ำเสมอ ลดการดื่มเครื่องดื่มมีคาเฟอีนให้น้อยลง งดบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

*** บำรุงผิวพรรณหน้าตาของคุณให้สวยแล้ว ก็อย่าลืมหันมาดูแลรูปร่างของตัวเองกันด้วยนะคะ สุขภาพผิวพรรณดีเป็นการส่งเสริมบุคลิกภาพที่ดี ซึ่งไม่ใช่มีผลแค่ด้านความรัก แต่มันยังส่งผลต่อเพื่อนร่วมงาน หน้าที่การงาน ส่งเสริมบุคลิกความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจได้อย่างดี

แหล่งที่มา http://library.stou.ac.th/blog/?p=2723

เซลล์มหัศจรรย์สานต่อชีวิต

เซลล์มหัศจรรย์สานต่อชีวิต

สเต็มเซลล์ (Stem cell) หรือที่เรียกย่อกันในปัจจุบันว่า ES cell (Embryonic stem cell) หมายถึง เซลล์ต้นกำเนิด ที่สามารถเป็นแหล่งสร้างเซลล์ลูกหลานได้ โดย ES cell ของมนุษย์จะเป็นเซลล์ต้นตอที่จะเพิ่มจำนวนและเปลี่ยนแปลงไปเป็นอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย แต่เนื่องจากพบว่า สเต็มเซลล์จะหายไปในระหว่างการเจริญชั้นต่อไป ทำให้มนุษย์ไม่สามารถย้อนกลับไปสู่ขั้นตอนการเจริญตามแบบแผน ที่เกิดในระยะตัวอ่อนได้อีก ดังนั้นจากความรู้ที่ว่าในการทำโคลนนิ่งของเซลล์สามารถสร้างสายพันธุ์ของเซลล์ โดยที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนเดิมทุกประการ จึงได้มีความพยายามที่ทำให้ ES cell ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดแรกสุดกลับคืนมาโดยใช้เทคนิคการทำโคลนนิ่งของเซลล์ จากร่างกายของคน (Somatic cell) ที่ได้จากเซลล์เม็ดเลือด และเซลล์เยื่อบุภายในช่องปาก

ประโยชน์ที่จะได้จากเทคโนโลยีนี้ ที่สำคัญได้แก่การนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเพาะเลี้ยง ES cell ของมนุษย์และชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอวัยวะแต่ละส่วน จากนั้นจึงจะนำมาใช้เป็นอวัยวะทดแทนให้กับผู้ป่วย แทนการใช้อวัยวะที่ได้มาจากการบริจาคในปัจจุบัน แหล่งกำเนิดของสเต็มเซลล์อยู่ที่ไหน

ลองจินตนาการดูว่า คุณสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เล็กมาก เล็กขนาดที่เรียกว่า ซุปเปอร์จิ๋ว มองเห็นแม้กระทั่งเซลล์เม็ดเลือด เกร็ดเลือด และสิ่งต่าง ๆ ในร่างกาย คราวนี้เราจะพาคุณเข้าไปสำรวจในร่างกายของใครคนหนึ่ง เข้าไปในที่ที่ทำให้คุณทราบว่า “สเต็มเซลล์” แยกเป็น 2 ประเภทตามแหล่งกำเนิดคือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน (Embryonic stem cell) และสเต็มเซลล์จากร่างกาย ( adult stem cell )

สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน (Embryonic stem cell) ณ เวลานี้ คุณกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต สเปิร์มเข้าปฏิสนธิกับไข่ และต่อมาก็พัฒนาไปเป็นตัวอ่อน (Embryo) ช่วงเป็นตัวอ่อนนี้เซลล์เริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด และแบ่งต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้กลุ่มเซลล์ตัวอ่อนระยะ 3 – 5 วัน ที่มีกลุ่มเซลล์ประมาณ 150 เซลล์ เราเรียกว่าระยะบลาสโตซิสต์ หากเพ่งดูให้ดี ๆ เราจะเห็นว่า ภายในเซลล์บลาสโตซิสต์นี้ มีกลุ่มเซลล์เรียกว่า มวลเซลล์ชั้นใน (inner cell mass) ซึ่งมีจำนวนเซลล์ประมาณ 30 เซลล์ ซึ่งมวลเซลล์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็น สเต็มเซลล์ ซึ่งมีความสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะ (differentiation) โดยเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเซลล์กระดูก เซลล์เม็ดเลือด เซลล์สมอง เซลล์ตับ ฯลฯ รวมแล้วกว่า 220 ชนิด ซึ่งพัฒนาต่อไปเป็นเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย และการที่สเต็มเซลล์ถือกำเนิดมา จากช่วงการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนจึงเรียกชื่อเต็ม ๆ ว่า สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน หรือ Embryonic stem cell

สเต็มเซลล์จากร่างกาย (Adult stem cell หรือ Somatic stem cell) เมื่อคุณเดินทางต่อไปอีก เข้าไปในระบบเลือด เข้าไปในสมอง เข้าไปในตับ คุณก็พบว่า แหล่งของสเต็มเซลล์อีกแหล่งหนึ่งได้มาจากเนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกายมนุษย์หลายชนิด สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเป็นวัตถุดิบในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แม้กระทั่งเกร็ดเลือด ทราบไหมครับว่า เดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า สเต็มเซลล์จากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใด จะไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อต่างชนิดได้ เช่น สเต็มเซลล์ในระบบเลือด มีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เม็ด เลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทในสมองได้ สเต็มเซลล์ในตับก็จะสร้างเซลล์ตับ เป็นต้น สรุปก็คือ เชื่อกันว่า สเต็มเซลล์จากร่างกาย จะทำหน้าที่เฉพาะในเซลล์นั้น ๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา

ได้แสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ในเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ในเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ ซึ่งเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า “Plasticity” เช่น เซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทหรือเซลล์ตับ เซลล์ในไขกระดูกสามารถเปลี่ยนเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ สเต็มเซลล์มีคุณสมบัติเด่น ที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดนี้กันมาก สเต็มเซลล์ เป็นเซลล์ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เฉพาะเจาะจงได้

คุณสมบัติเด่นของ สเต็มเซลล์

คุณสมบัติเด่นของ สเต็มเซลล์

ที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดกันมาก ในที่นี้ขอสรุปให้ทราบพอคร่าว ๆ ดังนี้
 สเตมเซลล์ เป็นเซลล์ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เฉพาะเจาะจงได้

สเต็มเซลล์ไม่ได้มีโครงสร้างพิเศษเอื้ออำนวยให้สามารถทำหน้าที่อย่างเฉพาะเจาะจงได้ สเต็มเซลล์ไม่สามารถปั๊มเลือดหล่อเลี้ยงร่างกายได้ เหมือนเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ไม่สามารถจับโมเลกุลของออกซิเจนในกระแสเลือดได้เหมือนเซลล์เม็ดเลือด ไม่สามารถรับสัญญาณจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์หนึ่ง เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้เหมือนเซลล์ประสาท แต่สเต็มเซลล์มีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์เม็ดเลือด หรือแม้กระทั่งเซลล์ประสาทได้ คุณสมบัติข้อนี้เป็นที่น่าสนใจมากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งเข้าใจกลไกของสัญญาณภายในและภายนอกเซลล์ที่ทำให้สเต็มเซลล์ เปลี่ยนไปเป็นเซลล์เฉพาะหรือที่เรียกว่า Differentiation ได้ โดยผลจากการวิจัยทำให้ทราบว่า มีทั้งปัจจัยภายในและภายนอกสเต็มเซลล์ที่ทำให้เกิดกระบวนการดังกล่าว ปัจจัยภายในควบคุมโดยยีนภายในเซลล์นั่นเอง ส่วนปัจจัยภายนอกควบคุมโดยสารเคมีที่หลั่งออกมาจากเซลล์อื่น ลักษณะทางกายภาพระหว่าง สเต็มเซลล์ และเซลล์ใกล้เคียง

รวมทั้งโมเลกุลอื่นรอบ ๆ สเต็มเซลล์ปัจจุบัน ยังมีข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับกลไกการเปลี่ยนไปทำหน้าที่
เฉพาะของสเต็มเซลล์ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยกันต่อไป

2.เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า

สเต็มเซลล์ไม่เหมือนเซลล์สมอง เซลล์เม็ดเลือด หรือเซลล์ประสาท ตรงที่สามารถสำเนาเซลล์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่จำกัด ซึ่งเซลล์อื่น ๆ จะไม่มีคุณสมบัตินี้ สเต็มเซลล์ที่ถูกแยกไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการระยะหนึ่ง โดยวิธีที่เหมาะสม มีศักยภาพที่จะสร้างเซลล์ได้นับล้านเซลล์ ด้วยคุณสมบัติข้อนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ พยายามที่จะศึกษาวิธีเลี้ยงสเต็มเซลล์ที่เหมาะสม ในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เซลล์สามารถเจริญได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งหมายถึง ปริมาณของเซลล์ที่มากพอจะใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ในห้องปฏิบัติการนั้นหากนักวิทยาศาสตร์อยากได้ สเต็มเซลล์เยอะ ๆ แต่ใช้สเต็มเซลล์จากร่างกาย ผลที่ได้ก็คือเซลล์จะพัฒนาช้า แบ่งเซลล์ช้า อีกทั้งการพัฒนาของเซลล์ไปเป็นเนื้อเยื่ออื่นยังมีข้อจำกัด ไม่ได้พัฒนาเป็นเซลล์อื่นได้ทุกอย่าง ตรงข้ามกับเซลล์ของเอ็มบริโอ ซึ่งแบ่งตัวได้เร็ว จากเอ็มบริโอเพียงหนึ่งเซลล์ สามารถแบ่งตัวเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ และพัฒนาไปเป็นเซลล์ของร่างกายได้หลายชนิด ไม่ว่าหัวใจ กระดูก ตับ เซลล์ทุกอย่างพัฒนาได้หมด อย่างไรก็ตามสเต็มเซลล์จากร่างกายมีข้อดีตรงที่ไม่มีข้อจำกัด
ทางชีวจริยธรรมเหมือนสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน

สเต็มเซลล์กับการประยุกต์ใช้

 

ปัญหาหนึ่งของการนำสเต็มเซลล์มาประยุกต์ใช้ก็คือ ปัญหาด้านจริยธรรมของการนำเซลล์ตัวอ่อนมาใช้ นอกจากปัญหานี้แล้ว การจะนำสเต็มเซลล์มาใช้ก็ต้องศึกษาให้รอบคอบ เพราะจากการทดลองพบว่า เมื่อฉีด สเต็มเซลล์เข้าไปในหนูแล้ว ผลเสียที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งก็คือ มีเนื้องอกเกิดขึ้นด้วย เราจึงต้อง ศึกษาผลตรงนี้ให้ดีที่สุด สำหรับการนำไปใช้ เราสามารถนำสเต็มเซลล์ไปใช้ในรูปของเซลล์โดยไม่ต้องให้มันพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อ ที่สมบูรณ์เสียก่อน และเป้าหมายอันท้าทายของการประยุกต์ใช้ สเต็มเซลล์ก็คือ การสร้างอวัยวะเพื่อการปลูกถ่าย โดยที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายปฏิเสธอวัยวะ การสร้างอวัยวะดังกล่าวในทางทฤษฎีสามารถทำได้ 2 วิธี คือใช้เทคนิคทางพันธุวิศวกรรมกับสเต็มเซลล์เพื่อกำจัด ยีนในการสร้างโปรตีนที่ผิวนอกของเซลล์ ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายมองเป็นสิ่งแปลกปลอม วิธีการนี้มี ความยุ่งยากไม่น้อย อีกวิธีการหนึ่งทำโดยการสร้างเซลล์ที่มีพันธุกรรมเหมือนกับผู้ป่วย ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีของสเต็มเซลล์ คู่กับเทคโนยีโคลนนิ่งแบบถ่ายโอนนิวเคลียส ในทางปฏิบัติก็คือ นำนิวเคลียสของเซลล์ผู้ป่วยไปฉีดในไข่เพื่อเพาะเลี้ยงเป็นเอ็มบริโอ แล้วจึงนำไปเข้าสู่ขั้นตอนของสเต็มเซลล์

การประยุกต์อีกแบบหนึ่งที่มีการคิดกันก็คือ หากเราสามารถแยกสเต็มเซลล์ออกจากร่างกายได้โดยง่าย เราอาจจะนำสเต็มเซลล์นั้นมาเพิ่มจำนวนแล้วฉีดกลับเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งสเต็มเซลล์นี้ ควรจะวิ่งไปยังส่วนของร่างกายที่เสียหาย แล้วเกิดการซ่อมแซมได้เอง และบางทีอาจถึงขั้นกลายเป็น แนวทางชะลอความแก่ของมนุษย์ก็เป็นได้

1 2