Category Archives: อาหารเสริม

9 เคล็ดลับเรื่องสุขภาพ

อาหารเสริม เพื่อสุขภาพ

9 เคล็ดลับเรื่องสุขภาพ

1. กินอาหารเช้า
การกินอาหารเช้านั้นจะช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น เพราะฉะนั้นแล้ว ใครที่ไม่ นิยมกินอาหารเข้าคงหันมากินกันแล้วละเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร

ลองเปลี่ยนไปใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันดอกทานตะวันปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิม ๆ ที่เคยใช้ เพราะน้ำมันทั้งสองชนิดนี้ไม่มีไขมัน ที่เป็นโทษต่อร่างกายและมี กรดไขมันอิ่มตัว ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น

คนเราควรดื่มน้ำวันละประมาณ 4-6 แก้วเพื่อเป็นการหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกายช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น

4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก

คุณอาจกินปลาตัวเล็ก เต้าหู้ หรือผักใบเขียว เพราะอาหารประเภทเหล่านี้มีแคลเซียมสูง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ และกระดูก

5. เลิกเสียทีขนมขบเคี้ยว ของจุกจิก

เพราะขนมเหล่านี้มีไขมันและน้ำตาลสูง ซึ่งจะไปทำลายสุขภาพของคุณ ถ้าอยากกินของขบเคี้ยวละก็ ให้หันมากินผลไม้แทนจะดีกว่า เพราะมีวิตามินและไฟเบอร์ ซึ่งมีประโยชน์มากกว่า

6. กินธัญพืชและข้าวกล้องกันเถิด

เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ข้าวกล้อง รวมทั้งเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ ที่คุณ ๆ มักคิดว่าเป็นอาหารนก ลองเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เพราะอาหารนกที่ว่านั้น สามารถลดคลอเลสเทอรอลและควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุลได้
7. เปลี่ยนชนิดของผักผลไม้ซะบ้าง และเคล็ดลับ 12 ประการของความเยาว์วัย
พยายามกินผักผลไม้ต่าง ๆ ให้หลากสีอย่ายึดติดอยู่กับการกินเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะพืชต่างสีกันสารอาหารก็จะต่างชนิดกัน

8. หันมารักปลากันดีกว่า
รักปลาในที่นี้ไม่ใช่ให้หันมาเลี้ยงปลานะ แต่หมายถึงให้หันมากินปลาต่างหาก เพราะในเนื้อปลาจะมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และให้โปรตีนที่ช่วยควบคุมการเต้นของ หัวใจให้เป็นปกติ และยังช่วยบำรุงเซลล์สมองที่สำคัญยังมีไขมันน้อยอีกด้วย

9. กินถั่วเป็นประจำ
ในถั่วมีวิตามินและแร่ธาติที่สำคัญ ๆ อยู่หลายชนิด ดังนั้นเราควรที่จะกินถั่วอย่างสม่ำเสมอเพื่อประโยชน์ของตัวคุณเองถ้าปฏิบัติตามที่เรากล่าวมา รับรองว่าคุณจะมีสุขภาพที่ดีแน่ ๆ ไม่เชื่อลองทำดูซิ

ที่มา : จากนิตยสารรายปักษ์ชีวจิต ปีที่6 ฉบับที่ 132

เคล็ดลับลดความอ้วน อาหารเสริมสุขภาพ

อาหารเป็นปัจจัยหลักที่ทุกคนต้องรับประทาน เพื่อร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพดี อาหารเป็นแหล่งสร้างพลังงาน เพื่อการดำรงอยู่ของคนเรา ดังนั้นการลดน้ำหนัก ด้วยการอดอาหารจึงมิให้หนทางที่ถูกต้องนัก เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายอ่อนแอลงแล้ว ยังทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดลงด้วย

แต่ในขณะเดียวกัน..การรับประทานอาหารอย่างไม่มีสติ ก็ทำให้น้ำหนักตัวมากเกินไป จนเกิดภาวะโรคอ้วนที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ได้มากมาย เช่นกัน นอกเหนือจากปัญหาด้านความสวยงาม ดังนั้นจึงขอนำเสนอบทความเรื่อง ‘ เราควรรับประทานอาหารอย่างไร เพื่อควบคุมน้ำหนักให้ได้ผล

ก่อนที่จะตอบคำถามทั้งหมดเกี่ยวกับ เคล็ดลับลดความอ้วน ต้องรู้ก่อนว่าคุณคือคนที่ควรจะลดน้ำหนักใช่หรือไม่ เพราะบางคนโดยเฉพาะผู้หญิงมักจะคิดว่าตัวเองอ้วน ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น  อยากจะผอมเร็วๆ ต้องทำอย่างไรบ้าง เป็นคำถามที่ทุกคนอยากรู้ หลายคนเริ่มที่การอดอาหารและมื้อที่นิยมอดก็คือ มื้อเย็น อดอาหารแล้วน้ำหนักจะลดลงได้จริง­­ อดมื้อเย็นจะทำให้น้ำหนักลดลงเร็วกว่าอดมื้ออื่น ­­­ แล้วต้องอดไปอีกกี่วันน้ำหนักถึงจะลดลง

 

พึงระลึกไว้นะคะว่า “คนที่ผอมเกินไปก็คือคนป่วย” เช่นกัน ปัจจุบันบางประเทศถึงกับต้องออกกฎห้ามนางแบบที่ผอมเกินไปขึ้นเวทีเดินแบบ เพื่อป้องกันวัยรุ่นเลียนแบบพฤติกรรมที่ทำให้ผอมมากเกินไป และป้องกันการเกิดค่านิยมผิดๆ เกี่ยวกับรูปร่างแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณนั้นจัดเป็นคนอ้วนหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ด้วยการหาค่าดัชนีมวลกาย
(Body Mass Index: BMI) ดังนี้

 ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) สองครั้ง

ถ้าดัชนีมวลกายมากกว่า 23 ถือว่าคุณคือคนที่มีน้ำหนักเกินและควรลดน้ำหนักได้แล้ว นอกจากนั้นถ้าเส้นรอบเอวของคุณมากกว่า 90 เซนติเมตร (ผู้ชาย) และมากกว่า 80 เซนติเมตร (ผู้หญิง) ก็ควรลดน้ำหนักด่วนเลยค่ะ เพราะคุณมีลักษณะที่เรียกว่า “อ้วนลงพุง” ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (metabolic syndrome) เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง (บางชนิด) โรคหยุดหายใจขณะหลับ และอื่นๆ อีกมากมาย

ปัจจุบันมีวิธีที่จะทำให้น้ำหนักลดสามารถทำได้หลาย วิธีการลดความอ้วน ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเย็บกระเพาะอาหารให้เล็กลง การดูดไขมัน หรือการใช้ยา เป็นต้น แต่วิธีลดน้ำหนักที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ไม่มีอาการข้างเคียง ไม่เจ็บตัวและราคาถูกที่สุด คือ การควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย

เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน การเพิ่ม metabolism ทำให้มีการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหาร และอาหารเสริมที่คุณทานเข้าไปด้วย ทำให้คุณอยากดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้น และน้ำที่คุณดื่มยังช่วยสนับสนุนการขับพิษ การขับถ่ายและการย่อยอาหารในร่างกายอีกด้วย และนี่เป็น 10 วิธีที่จะช่วยให้คุณเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน

การควบคุมอาหารที่ได้ผล กับการ ลดน้ำหนัก
การควบคุมอาหาร (ซึ่งต่างจากการอดอาหาร) เริ่มจากการที่ต้องรู้ก่อนว่าในแต่ละวันร่างกายของคุณต้องการพลังงานเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตเป็นปริมาณเท่าไร ซึ่งวิธีคิดคำนวนง่ายๆ ก็คือ นำน้ำหนักคูณด้วย 30 (ถ้าคุณเป็นคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ใช้น้ำหนักตัวคูณด้วย 35) ค่าที่ได้คือ ปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้ในแต่ละวัน ซึ่งมีหน่วยเป็นกิโลแคลอรี ร่างกายใช้พลังงานนี้เพื่อให้อวัยวะภายในต่างๆ ทำงาน และใช้ไปในกิจกรรมประจำวัน เช่น การยืน เดิน หรือวิ่ง เป็นต้น

หลักการลดน้ำหนักง่ายๆ ก็ทำได้โดยรับประทานอาหารให้ได้พลังงานน้อยกว่าที่ร่างกายต้องใช้ หรือที่เรียกว่าการติดลบพลังงาน (Negative Energy Balance) โดยหากรับประทานอาหารที่ให้พลังงานน้อยกว่าความต้องการใช้ของร่างกายครบ 7,000 กิโลแคลอรี น้ำหนักตัวก็จะลดลง 1 กิโลกรัม หลักการลดน้ำหนักก็เป็นแบบนี้

ระวังโยโย่เอฟเฟคท์
แม้ว่าหลักการลดน้ำหนักจะวิธีการดังกล่าวไปแล้ว แต่กลับมีหลายคนเข้าใจผิดหรือเลือกใช้ทางลัดด้วยการอดอาหาร เพื่อจะได้ติดลบพลังงานเร็วขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างปฏิบัติยากและไม่ได้ผลค่ะ เพราะร่างกายของเรามีระบบการควบคุมการใช้พลังงานที่ฉลาดมาก (มากกว่าที่เราคิด) ดังนั้นการติดลบพลังงานโดยการอดอาหารไปเรื่อยๆ แบบนี้จึงส่งผลให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรกเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นร่างกายจะลดระดับการใช้พลังงานลงเหมือนกับที่คอมพิวเตอร์เข้าสู่ hibernate mode หรือ safe mode เพื่อลดการใช้พลังงานในเวลาที่ต้องประหยัดหรือเมื่อมีพลังงานจำกัด ทำให้ส่วนต่างของพลังงานที่ติดลบหรือขาดทุนอยู่ลดลงตามไปด้วย จนกระทั่งระดับการใช้พลังงานเท่ากับพลังงานที่ได้รับจากอาหาร น้ำหนักตัวก็จะคงที่

ที่สำคัญคนส่วนใหญ่มักจะไม่สามารถอดอาหารได้นาน ดังนั้นเมื่อไม่สามารถทนอดได้อีกต่อไป ก็จะหันกลับมารับประทานเท่าเดิม ทำให้ร่างกายนำพลังงานส่วนที่เหลือไปเก็บไว้ในรูปของไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้กลับมาอ้วนเหมือนเดิม เราเรียกระบบนี้ว่าโยโย่เอฟเฟคท์ (yo-yo effect) เป็นผลให้คนทั่วไปที่ลดน้ำหนักผิดวิธีไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ บางคนนั้นมีน้ำหนักมากกว่าช่วงที่เริ่มอดเสียอีกก็มี

นอกจากนั้นการลดน้ำหนักโดยวิธีการงดสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการงดคาร์โปไฮเดรต หรือการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล ก็ยังทำให้เกิดผลเสียด้วย โดยในกรณีของคาร์โบไฮเดรตนั้น ในแต่ละวัน ร่างกายจะต้องได้รับคาร์โบไฮเดรตเพื่อให้สมองใช้เป็นแหล่งพลังงาน (จำไว้ว่าสมองต้องการใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตเท่านั้น) การไม่ได้รับคาร์โบไฮเดรตจึงอาจลดประสิทธิภาพการทำงานของสมอง อีกทั้งเป็นการบีบบังคับให้สมองใช้พลังงานจากสารอาหารให้พลังงานอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ทำร้ายเซลล์สมองได้ คนที่เลือกลดน้ำหนักโดยการงดคาร์โบไฮเดรตจึงควรระวังอย่างมาก หากต้องการใช้วิธีนี้ ควรอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

งดโปรตีนขาดกรดอะมิโนจำเป็น
ขณะที่การขาดหรือไม่ได้รับโปรตีนอาจส่งผลให้ร่างกายของเราได้รับกรดอะมิโนจำเป็นไม่ครบถ้วน ซึ่งจะส่งผลไปยับยั้งการเจริญเติบโตในเด็ก เพราะกล้ามเนื้อและสมองที่ต้องการการพัฒนาในเด็กนั้น ต้องใช้สารอาหารประเภทโปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นอย่างครบถ้วน เด็กจึงจะมีพัฒนาการสมบูรณ์ตามวัยได้ ในผู้ใหญ่การงดหรือจำกัดปริมาณโปรตีนหรือการได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพไม่ดี จะทำให้ผู้ใหญ่ได้รับกรดอะมิโนจำเป็นไม่ครบ ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเสริมหรือซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การสังเคราะห์เอนไซม์ สารสื่อประสาทต่างๆ คอลลาเจน และสารอื่นๆ อีกมากมายที่จำเป็นต่อการทำงานตามปกติของร่างกาย การจำกัดโปรตีนในมื้ออาหารจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ

เคล็ดลับการลดน้ำหนักที่ถูกวิธี
คงต้องขอย้ำอีกครั้งว่า การลดน้ำหนักที่ถูกวิธีก็คือการรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อต่อวัน แต่ควบคุมปริมาณพลังงานในอาหาร โดยต้องเลือกอาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็น อันได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ ให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย แบบนี้จึงจะสามารถปฏิบัติได้นานและเห็นผลได้จริง อาหารลดน้ำหนักต้องสามารถปรับและยืดหยุ่นให้เหมาะกับอุปนิสัยการรับประทานตลอดจนลักษณะการดำรงชีวิตของเราได้ ต้องไม่ทำให้เกิดอาการหิวหรืออ่อนเพลีย ที่สำคัญคือ อาหารสำหรับการลดน้ำหนักที่ดีต้องให้พลังงานอย่างน้อย 1,200 กิโลแคลอรีต่อวันสำหรับผู้หญิง และ 1,500 กิโลแคลอรีต่อวันสำหรับผู้ชาย การควบคุมอาหารที่ให้พลังงานน้อยกว่านี้ ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์และนักกำหนดอาหารอย่างใกล้ชิด

บทความด้านบน โดย :ดร.สุวิมล ทรัพย์วโรบล นักกำหนดอาหารวิชาชีพ USA

เทคนิคการดูแลผิว ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง

อาหารเสริม

ช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ นับเป็นเทศกาลท่องเที่ยวเพราะท้องฟ้าแจ่มใสและอากาศเย็นสบาย แต่ก็มีโอกาสพบโรคผิวหนังบางอย่างมากขึ้นบ้าง ลองมารู้จักกับโรคเหล่านี้กัน

ที่พบบ่อยคือหลายท่านมีผิวแห้ง บางครั้งแห้งจนแตกลายและเกิดอาการคันได้มาก บางท่านมีผื่นแดงเป็นขุยที่ร่องจมูก แก้ม เหนือคิ้ว และแนวไรผม เรียกว่าโรคเซ็บเดิร์ม (seborrheic dermatitis) ถ้าล้างหน้าฟอกสบู่บ่อยโรคนี้จะกำเริบ บางท่านมีรังแคของหนังศีรษะมาก

นอกจากนั้น ยังพบการกำเริบของโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ (atopic dermatitis) และพบการระบาดและกำเริบของโรคกลีบกุหลาบ (pityriasis rosea) ได้

ดูแลไม่ให้ผิวแห้งได้อย่างไร      
ปัญหาผิวหนังในหน้าหนาวที่พบบ่อยที่สุด และมักเกิดกับคนไทยที่รักความสะอาดเป็นทุนอยู่แล้วคือ
ปัญหาผิวแห้งทำให้เกิดอาการคัน บางท่านเข้าใจผิดว่าคันจากความสกปรกจึงยิ่งใช้สบู่ฟอกถูผิวที่แห้งคัน ทำให้อาการเป็นมากขึ้น บางท่านใช้สบู่ยาฟอกผิวหนัง เพราะเข้าใจผิดว่าผิวแห้งคันเกิดจากการติดเชื้อโรค การใช้สบู่ยายิ่งทำให้ผิวแห้งจัดจนแตกลายและเป็นแผลได้ การอาบน้ำร้อนจัดหรือนอนแช่อ่างอาบน้ำอุ่นก็ทำให้ผิวยิ่งแห้ง

ในหน้าหนาวอาจใช้เพียงสบู่อ่อนฟอกบริเวณที่อับชื้น เช่น รักแร้ ซอกขา ก็เพียงพอ ถ้ามีผิวแห้งมากควรใช้ครีมบำรุงผิวที่ไม่เหนียวเหนอะหนะ

ผู้ที่มีผิวแห้งต้องงดยาทาแก้คันที่มีลักษณะเป็นแป้งน้ำเพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งมากขึ้น และต้องไม่ใช้ยาฆ่าเชื้อราทา เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาผิวแห้งและยังทำให้ผิวแห้งกำเริบขึ้น การใช้ครีมบางตัวเช่น กรดผลไม้ กรดวิตามินเอ ครีมรักษาสิว เช่น เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ โลชั่นทาสิว (เช่น กำมะถัน) ต้องระวัง เพราะทำให้ผิวแห้งระคายเคืองได้ง่าย ถ้าจำเป็นต้องทายาให้น้อยลงหรืองดเป็นช่วงๆ

ในฤดูหนาวถ้าหน้าแห้งมากหรือผิวกายแห้งควรลดหรืองดการฟอกสบู่ และใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นทาใบหน้า ทาตามตัว ควรงดการใช้สบู่ที่มีเม็ดขัดถูใบหน้าด้วย ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิดในหน้าหนาว เช่น สวมกางเกงขายาว ใส่เสื้อแขนยาว สวมถุงมือ ถุงเท้า หมวก เหล่านี้ช่วยลดปัญหาผิวแห้ง ปัญหารังแค ลดการเสี่ยงต่อโรคหวัด และยังช่วยป้องกันผิวหนังจากแสงแดดจ้าในฤดูหนาวอีกด้วย

ผิวพรรณเปล่งปลั่ง พ่วงด้วยใบหน้าไร้ริ้วรอยดูเด็กกว่าวัยของชาวแดนอาทิตย์อุทัย

คงทำให้หลายคนอิจฉาจนอยากรู้เคล็ดลับใช่ไหม นั่นเพราะพวกเขาสอดแทรกการดูแลตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ลงในไลฟ์สไตล์ประจำวัน จึงป้องกันไม่ให้ภาวะเสื่อมมาเยือนร่างกายเร็ว ซึ่งนับว่าเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นสุขภาพ เนื่องจากทำตามง่ายโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนมาก เพียงปฏิบัติตามกฎทองดังนี้
กินพออิ่ม การดูแลสุขภาพ ชาวญี่ปุ่นยึดถือหลักการดูแลสุขภาพของ ไคบาระ เอ็กเค็ง (นักปราชญ์ยุคเอโดะ) มาช้านาน ซึ่งแนะนำให้กินแค่พออิ่มหรือกินอิ่มร้อยละ 80 แล้วเน้นอาหารที่มีไขมันต่ำ ทั้งปลา เต้าหู้ ข้าว ผัก และผลไม้ โดยใช้กรรมวิธีการปรุงไม่มาก เช่น นึ่ง ย่าง ต้ม ผัดเร็วๆ วิธีนี้ช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี ทำให้ไม่อ้วนจนสุขภาพทรุดโทรมและดูแก่

จิบชาเขียว สารฟลาโวนอยด์ โพลีฟีนอล และคาเทชิน (catechin) ในชาเขียว ช่วยต้านฟรีแรดิคัล (free radical) ในร่างกาย ที่เป็นตัวการทำร้ายเซลล์ผิวจนเกิดริ้วรอยบนใบหน้า

เดินแทนใช้รถ เช่น ไปทำงาน ไปทำธุระตามสถานที่ที่ไม่ไกลมากนัก บทความเกี่ยวกับสุขภาพ นั้นนี้
จะมีเรื่องการเดินเป็นการออกกำลังกายที่สร้างความสดชื่น และกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะกระตุ้นให้ใบหน้ามีเลือดฝาด

สังสรรค์ผ่อนคลาย หลังเลิกงานหรือช่วงวันหยุด ควรหาเวลาพักผ่อนกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เมื่อหายเครียดจากงานหรือชีวิตที่เร่งรีบ จะช่วยลดการเกิดฟรีแรดิคัลและท็อกซินในร่างกาย

กิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย และทำงานให้สมดุลแบบชีวจิตเป็นสุดยอดเทคนิคเพิ่มหน้าอ่อนใสได้สุขภาพ

ข้อมูลจาก
บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
http://www.majiciristhaiherbs.com/

คุณค่าที่ได้จาก วิตามินซี ดูแลสุขภาพ 

โดยปกติแล้ว ข้อมูลที่เราทราบกันมาว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน จะสามารถสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายของเราได้ ทำให้ไม่เป็นหวัดและหายจากโรคหวัดได้เร็วขึ้น 

จากผลวิจัยที่มีการทำในปี 1970 โดย ดร.ไลนัส พอลลิ่ง ผู้ได้รับรางวัลโนเบล ถึง 2 ครั้ง ได้เขียนหนังสือ เล่มหนึ่งชื่อ “วิตามินซีกับโรคหวัด” เขากล่าวว่าหากเราได้รับ วิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม จะสามารถป้องกันหวัด หรือถ้าเป็นหวัดก็จะหายเร็วกว่าคนปกติถึง 60%

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษามากมาย เกี่ยวกับประโยชน์ของวิตามินซี ที่ไม่ได้มีประโยชน์เพียงป้องกันโรคหวัดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆด้วย..ซึ่งได้แก่

วิตามินซี (Vitamin C) สามารถเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคได้
วิตามินซี มีคุณสมบัติในการทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้อย่างมีประสิทธภาพมากขึ้น นอกจากนั้นวิตามินซี ยังช่วยลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกาย หรือฮิสตามีน ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายนี้จะถูกกระตุ้นให้มีปริมาณสูงขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารหรือสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการแพ้ แต่ถ้าร่างกายมี วิตามินซี เพียงพอ ก็จะสามารถบรรเทาอาการแพ้ หอบหืด ไซนัส จากคุณสมบัติการเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ

วิตามินซี (Vitamin C) ช่วยบำรุงผิวได้
สำหรับการดูแลสุขภาพเพื่อให้มีผิวพรรณที่สมบูรณ์ การรับประทานผักสดและผลไม้สด ทำให้ผิวสวย เหงือกและฟันแข็งแรง นั่นเพราะวิตามินซี ในผักและผลไม้ จะช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตของผิว เมื่อเซลล์ผิวได้รับอาหารมากก็จะทำงานดีขึ้น ผิวจะดูมีสุขภาพดี และเรียบเนียน รวมทั้งวิตามินซี ยังช่วยเพิ่มการสังเคราะห์คอลลาเจนในเซลล์ ทำให้ผิวแน่น และยืดหยุ่นดีขึ้น ไม่เหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร วิตามินซี ยังช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้น เนื่องจากวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมและรักษาตัวเองโดยไปเสริมสร้างผนังเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรงและต่อต้านการอักเสบ ทำให้แผลหายได้เร็วขึ้น

คนที่สูบบุหรี่ หรืออยู่ใกล้คนสูบบุหรี่ ต้องการ วิตามินซี (Vitamin C) มากกว่าคนอื่น
มีการวิจัยพบว่า เด็กที่ผู้ปกครองสูบบุหรี่ จะมีปริมาณวิตามินซี ในร่างกายลดลงครึ่งหนึ่ง ของเด็กที่ผู้ปกครองไม่สูบบุหรี่ ดังนั้นคนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีคนสูบบุหรี่หรือสูบบุหรี่เอง ควรรับประทานวิตามินซี เสริม โดยวิตามินซี สามารถช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิต ของคนที่สูบบุหรี่ที่มีระบบไหลเวียนโลหิตไม่ดี ให้มีสุขภาพดีได้อย่างรวดเร็ว โดยพบว่า การเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือด จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อรับประทานวิตามินซี ในขนาด 2,000 มิลลิกรัม

รับประทาน วิตามินซี (Vitamin C) ทุกวัน ไม่เป็นต้อกระจก
มีการศึกษาชึ้นหนึ่งพบว่า ผู้ที่รับประทานวิตามินซี มาอย่างน้อย 10 ปี จะมีโอกาสที่จะมีอาการเลนส์ตาขุ่นซึ่งเป็นอาการเริ่มแรกของโรคต้อกระจก ลดลงถึง 77% ซึ่งยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

การรับประทาน วิตามินซี (Vitamin C) จากผักผลไม้อย่างเดียวไม่เพียงพอ
เนื่องจากวิตามินซี เป็นวิตามิน ที่เสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศ ความร้อน หรือความชื้น ดังนั้นเราควรเลือกรับประทานผัก ผลไม้ที่สดใหม่ หรือยิ่งเก็บจากต้นได้จะยิ่งดี โดยที่การรับประทานจากผลไม้ เช่น ส้ม 1 ผลที่เก็บใหม่จากต้น จะมีวิตามินซี ประมาณ 20-40 มิลลิกรัม ซึ่งถ้าเราต้องการเพียงเพื่อไม่ให้ขาดวิตามินซี ต้องรับประทานส้มที่เก็บใหม่จากต้นวันละ 2-3 ผล แต่ในความเป็นจริงเราไม่สามารถเลือกได้ ดังนั้นการส่งเสริมสุขภาพ ด้วยประมาณวิตามินซี ร่างกายได้รับแต่ละวันอาจจะไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ

การเลือกรับประทาน วิตามินซี (Vitamin C) ให้มีประสิทธิภาพ
ควรรับประทานวิตามินซี จากแหล่งธรรมชาติ เนื่องจากในธรรมชาติเรามักพบวิตามินซี ร่วมกับสารอาหารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ ดังนั้นการรับประทานวิตามินซี เสริม ควรเลือกรับประทานวิตามินซี ที่มีส่วนผสมของไบโอฟลานอยด์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซี อยู่ในร่างกายได้ดีขึ้น

การรับประทาน วิตามินซี (Vitamin C) เสริมปลอดภัยแม่รับประทานในระยะยาว

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ ร่างกายสามารถขับออกได้ตามปกติโดยทางไต หากเราได้รับวิตามินซี น้อยกว่าที่ร่างกายควรจะได้รับ ก็จะมีอาการของโรคเลือดออกตามไรฟัน แต่การได้รับวิตามินซี ที่มากเกินไป ร่างกายสามารถขับออกได้ทางปัสสาวะอีกทั้งยังไม่เคยมีรายงานเกี่ยวกับพิษที่ เกิดจากการประทานวิตามินซี แม่จะรับประทานในปริมาณที่สูง มีผลการวิจัย พบว่าในคนปกติการรับประทานวิตามินซี เป็นประจำทุกวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน สามารถรับประทานได้สูงถึง 3,000 มิลลิกรัมโดยไม่มีอันตรายใดๆ ประโยนช์ ที่มากจาก โปรตีน

บทบาทสำคัญของ วิตามินซี (Vitamin C)

1. เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างของหลอดเลือด เอ็น กระดูก และฟัน
2. เป็นสารด้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสุงช่วยปกป้องเซลล์ ทำให้เซลล์อยู่ในสภาวะปกติ
3. ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุจากอาหารได้ดียิ่งขึ้น
4. มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทจำพวก norepinephrine ซึ่งสารสื่อประสาทดังกล่าวนี้มีส่วนช่วยทำให้มองรับรู้เกี่ยวกับอารมณ์
5. ช่วยในการสังเคราะห์สาร carnitine ซึ่งเป็นสารโมเลกุลขนาดเล็กที่มีส่วนช่วยในการลำเลียงไขมันที่ไมโทคอนเดรี ยเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน แก่ร่างกาย
6. มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเมแทบอลิซึมของโคเลสเทอรอล โดยจะช่วยเปลี่ยนโคเลสเทอรอลให้กลายเป็นกรดน้ำดี (bile acids) ทำให้ ระดับโคเลสเทอรอลในหลอดเลือดลดลงได้
7. เสริมภูมิต้านทานและช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ เนื่องจากวิตามินซีมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านสารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ เทคนิคการดูแลผิว ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง

สำหรับอาหารที่จัดว่ามีวิตามินซีสูง ได้แก่ อาหารจำพวกผักและผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ มะนาว กีวี พริกหยวก ผักกาด มะเขือเทศ หน่อไม้ฝรั่งและบล็อคโคลี่ เป็นต้น เนื่องจากวิตามินซีสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศ แสง โลหะหรือความร้อน

ดังนั้น ส่วนใหญ่ วิตามินซี (Vitamin C) ที่มีอยู่ในอาหารจะสูญเสียไป ระหว่างขั้นตอนของการประกอบอาหาร เช่น ในกระบวนการต้มหรือนึ่งอาหารที่ใช้เวลานานมากเกินไป เช่นเดียวกับการแช่ผักไว้ในช่องแช่แข็งเป็นระยะเวลานาน หรือหั่นผักแล้วนำไป แช่น้ำจะทำให้วิตามินซีละลายไปกับน้ำได้

นอกจากนั้นการคั้นน้ำผลไม้รับประทานควรจะคั้นแล้วรับประทานเลยทันที ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 2 วัน ถ้าเป็นไปได้ควรบริโภคผักและผลไม้สดเพราะจะให้ทำให้ได้รับวิตามินซีในปริมาณ ที่มากที่สุดได้

 

ปริมาณวิตามินซี ที่ควรได้รับในแต่ละวัน
สำหรับความต้องการที่ควรจะได้รับวิตามินซี ในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันตามวิถ๊ชีวิต
และความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย เช่น

– ผู้ที่มีอาการเป็นหวัด เป็นโรคภูมิแพ้ และร่างกายอ่อนแอ ควรได้รับวันละ 1,000-2,000 มิลลิกรัม
– ผู้ที่อยู่ท่ามกลางมลภาวะที่เป็นพิษ มีความเครียดในร่างกาย ควรได้รับวันละ 1,000 มิลลิกรัม
– ผู้ที่ต้องการดูแลและบำรุงสุขภาพ ควรได้รับวันละ 1,000 มิลลิกรัม

การลดความอ้วน ปัญหาที่มักจะกวนใจ

อาหารเสริม ลดความอ้วน

ปัญหาที่มักจะกวนใจของสาวๆ หลายคน นั่นก็คือเรื่องรูปร่าง ทรวดทรง ซึ่งบางคนนั้น พยายามที่จะควบคุมอาหาร และออกกำลังกายกันสารพัดวิธีแล้ว แต่เจ้าพุงก็ยังยื่น ต้นแขนก็ยังใหญ่ แล้วก็มักจะโผล่มาเป็นอุปสรรค ขัดขวางความงามกันอยู่เรื่อยไป ไขมันส่วนเกินและเซลลูไลท์ ที่มีการสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณรอบเอว ต้นแขน ต้นขานั้น จัดว่าเป็นไขมันส่วนเกินที่กำจัดได้ยากที่สุด ในบางคน ถ้ามองดูรูปร่างโดยรวมแล้ว ก็ไม่ได้อ้วนอะไรเลย แต่ก็ต้องมานั่งกลุ้มใจกับไขมันส่วนเกินพวกนี้

สำหรับการดูแลหุ่นให้ฟิตและเฟิร์มอยู่ตลอดนั้น จำเป็นต้องอาศัยความมีวินัยในตัวเอง และกำลังใจที่ดีเยี่ยม มีหลักการง่ายๆ คือ  หากคุณรับประทานอาหารในแต่ละวัน ที่ให้พลังงานเกินกว่าที่ร่างกายคุณนั้นต้องการ พลังงานส่วนเกินเหล่านั้นก็จะไปทำการสะสมตัวอยู่ในรูปของไขมันตามส่วนต่างๆ ดังนั้น ถ้าหากคุณต้องการรักษารูปร่างทรวดทรงให้สมส่วนล่ะก็ คุณก็จะต้องทำการควบคุมปริมาณในการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกายให้ร่างกายมีความสมดุล ห้ามตามใจปาก ห้ามขี้เกียจ หรือผัดวันประกันพรุ่งเป็นอันขาด จงจำไว้ว่า การหักโหมลดน้ำหนักเป็นครั้งเป็นคราวนั้น ไม่ได้ช่วยให้คุณมีรูปร่างที่ดีได้นานเลย สุดท้ายแล้ว หากนิสัยเดิมๆ ของคุณกลับมา ก็คงไม่แคล้วกลับมามีรูปร่างที่อ้วนอีก หรือในบางคนก็อาจจะต้องเผชิญกับสภาวะ Yo-Yo Effect ที่จะทำให้คุณมีรูปร่างอ้วนกว่าเดิมอีกด้วย

กฎทองของการรักษาหุ่นก็คือ ต้องดูแลการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายให้มีความสมดุลกับความต้องการของร่างกายคุณ จงจำไว้ว่าอัตราการเผาผลาญพลังงานของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกันไป และเมื่อเวลาหรือวิถีชีวิตของคุณมีการเปลี่ยนแปลงไป อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย ถ้าหากคุณรู้ตัวว่าเป็นพวกสาวออฟฟิศ วันๆ เอาแต่นั่งโต๊ะทำงาน ไม่ค่อยได้ใช้พลังงานสักเท่าไรล่ะก็ ก็ควรที่จะเลือกรับประทานอาหารที่มีปริมาณเส้นใยสูง แต่ให้พลังงานที่ต่ำ และที่สำคัญ ก็ควรหาเวลาไปออกกำลังกายบ้าง เพื่อจะช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ถ้าหากอยากฟิตหุ่นเฉพาะเป็นส่วนๆ ก็อาจจะบริหารร่างกายเฉพาะส่วนเป็นกรณีพิเศษ เพื่อความฟิตและเฟิร์ม  หากสามารถทำเช่นนี้ได้เป็นกิจวัตรแล้ว หุ่นของคุณก็ฟิตและเฟิร์มอย่างที่ใจคุณต้องการแล้ว น้ำผลไม้เพื่อสุขภาพ

เคล็ดลับการสกัดความอ้วน

– ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้พลังานในปริมาณพอดีกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

– ไม่ควรที่จะอดอาหาร แม้จะต้องการลดความอ้วนก็ตาม เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการหิวจัด จนรับประทานอาหารเกินความจำเป็นในมื้อต่อไปได้

– ค่อยๆ เคี้ยว อาหารให้ช้าๆ และเคี้ยวให้ละเอียด อย่าทำกิจกรรมอื่นๆ ในระหว่างที่กำลังรับประทานอาหาร เพราะจะทำให้คุณไม่รู้ตัวว่า คุณรับประทานอะไรไปแล้วบ้าง ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณอาหารเกินความต้องการได้

– ควรจะเน้นอาหารประเภทที่มีปริมาณไขมันต่ำ มีปริมาณกากใยที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารจำพวกเนื้อปลา ผัก และผลไม้

– ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยวิธีการต้ม หรือลวก แทนการทอด หรือผัด เพราะน้ำมันจากการปรุงอาหาร อาจจะเป็นตัวการที่สำคัญที่ทำให้คุณอ้วนมากขึ้น

– รับประทานอาหารที่มีพริกไทย หรือเครื่องเทศเป็นส่วนผสมในการประกอบอาหาร เพราะว่าจะช่วยกระตุ้นระบบการย่อยและเผาผลาญของไขมันได้

– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารกรุบกรอบ ขนมหวาน ถ้าหากรู้สึกหิวในระหว่างมื้อ ก็ให้รับประทานผลไม้ที่มีรสไม่หวานมาก แต่มีปริมาณเส้นใยที่สูง เช่น แอปเปิล สับปะรด หรือแก้วมังกร

– ดื่มน้ำให้มากๆ ไม่ควรจะดื่มน้อยกว่า 8-10 แก้วต่อวัน และควรจะดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนการรับประทานอาหารทุกมื้อ

– ควรจะระวังน้ำตาลที่อาจจะแฝงมาในอาหารและเครื่องดื่ม น้ำตาลที่อยู่ในกาแฟเย็น หรือในน้ำอัดลมยี่ห้อโปรดปราน น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้กล่อง ก็อาจจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คุณมีรูปร่างที่อ้วนได้โดยไม่รู้ตัว

– ช่วงก่อนที่จะมีประจำเดือน ผู้หญิงบางคนนั้น อาจจะมีอาการความอยากอาหารที่ผิดปกติ ตัวดูบวมๆ หรือพุงดูยื่นๆ ซึ่งเป็นเพราะว่าระดับฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะมีประจำเดือน ดังนั้นก็ควรระมัดระวังการรับประทานอาหารให้ดี หรือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดรุ่นใหม่ที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนโดสที่ต่ำ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับฮอร์โมนธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะสมารถช่วยลดปัญหาอาการที่ไม่พึงประสงค์ก่อนที่จะมีประจำเดือนได้

– ควรจะออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย อาทิตย์ละ 4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30-45 นาที เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน เพื่อจะทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้มากขึ้น

แหล่งที่มา:  http://www.shape.in.th/838